
ส่องโมเดลปรองดองอังกฤษรับ"โทนี่ แบลร์"
อดีตผู้นำพรรคแรงงานรายนี้ถือเป็นหนึ่งใน "กุญแจ" สำคัญในการปลดล็อกกรณีความขัดแย้งยาวนานกว่า 30 ปี
โดย...ชุษณวัฎ ตันวานิช
แสงไฟทั่วสารทิศจับจ้องไปยัง "โทนี แบลร์" อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ที่เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อร่วมเวทีปาฐกถาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสร้างสันติภาพและการปรองดองดอง
แน่นอนว่าอดีตผู้นำพรรคแรงงานรายนี้ถือเป็นหนึ่งใน "กุญแจ" สำคัญในการปลดล็อกกรณีความขัดแย้งยาวนานกว่า 30 ปีในไอร์แลนด์เหนือ สหราชอาณาจักร อันเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะหนึ่งในกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการสร้างสันติภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่และแน่นอนว่าย่อมเป็นบทเรียนที่ไทยควรศึกษาอย่างยิ่ง
เมธัส อนุวัตรอุดม นักวิชาการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ศึกษาวิจัยกรณีข้างต้น เผยแพร่ผ่าน “รายงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ” เรียบเรียงประวัติศาสตร์ที่คนไทยไม่ควรพลาด โดยเฉพาะในภาวะประเทศชาติติดกับดักความขัดแย้งมาเกือบทศวรรษ
ทั้งนี้กรณีความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือสืบเนื่องมาจากราวพุทธศตวรรษที่ 22 ชาวอังกฤษและสก็อตแลนด์ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์จำนวนมากเข้าไปตังถิ่นฐานในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งมีประชากรดั้งเดิมเป็นชาวไอริชที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกอาศัยอยู่ ทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าถูกขโมยดินแดน จึงกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงระหว่าง ‘กลุ่มคนอังกฤษโปรเตสแตนท์’ 60% ในพื้นที่ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษต่อไป กับ ‘กลุ่มคนไอริชคาทอลิก’ 40% ในพื้นที่ที่ต้องการแยกตัวเป็นอิสระออกจากอังกฤษ
กลุ่มอังกฤษโปรเตสแตนท์ เรียกอีกชื่อว่า Unionist มีอุดมการณ์เดียวกับกลุ่ม Loyalist ที่เน้นใช้วิธีการรุนแรง Unionist มีพรรคการเมืองหลัก คือ พรรค DUP และพรรค UUP ส่วนกลุ่ม Loyalist นั้นมีกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ คือ กลุ่ม UDA และ UVF ขณะที่ กลุ่มคนไอริชคาทอลิก เรียกอีกชื่อว่า Nationalist มีอุดมการณ์เดียวกับกลุ่ม Republican ที่เน้นใช้ความรุนแรง Nationalist มีพรรคการเมืองหลัก คือ พรรคชินเฟน และพรรค SDLP ส่วนกลุ่ม Republican มีกองกำลังติดอาวุธ IRA
กลุ่มอังกฤษโปรเตสแตนท์กุมอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมมาเกือบ 50 ปี จนกระทั่งปี 2511 เกิดการประท้วงเดินขบวนเรียกร้องให้คณะผู้บริหารท้องถิ่นของไอร์แลนด์เหนือปฏิรูประบบเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากชาวคาทอลิกรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการจัดสรรที่อยู่อาศัย แต่ถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากตำรวจของรัฐไอร์แลนด์เหนือ
ต่อมาในวันอาทิตย์ที่ 30 ม.ค.2515 ชาวไอริชคาทอลิกได้ชุมนุมประท้วงการควบคุมโดยมิชอบโดยรัฐบาล แต่ทหารอังกฤษได้เปิดฉากยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 13 คนเป็นชาวคาทอลิกทั้งหมด เหตุการณ์ “อาทิตย์เลือด” หรือ Bloody Sunday ครั้งนี้ ส่งผลให้ความขัดแย้งขยายตัว มวลชนเข้าร่วมกับกลุ่ม IRA มากขึ้น อย่างไรก็ตามหากนับไล่ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งหมด มีผู้เสียชีวิตถึง 3,636 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 3 หมื่นคน
ตลอดระยะเวลาร่วม 30 ปี รัฐบาลอังกฤษแสวงทางออกจากความขัดแย้งหลายครั้งโดยจัดทำข้อตกลง 2 ครั้ง คือ ข้อตกลง Sunningdale และอังกฤษ-ไอริช AIA (Anglo-Irish Agreemen) กลับไม่ได้ผล แต่มาประสบความสำเร็จกับข้อตกลง “Good Friday” ในปี 2541 ที่นับว่ากระบวนการ “การพูดคุย” กลายเป็นเครื่องมือสำคัญนำพาประเทศออกจากความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตามด้วยการที่ต้องอาศัยการพูดคุยจากทุกฝ่ายทั้งพรรคการเมือง คู่ขัดแย่ง และกลุ่มติดอาวุธทุกฝ่าย แต่รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของพรรคอนุรักษ์นิยมยังไม่สามารถโน้มน้าวกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสันติภาพให้เข้าสู่การเจรจาได้ จนกระทั่งพรรคแรงงานนำโดย โทนี แบลร์ ชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2540 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ทำให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งทางการเมืองด้วยเสียงสนับสนุนจำนวนมากจากประชาชน
“หลักความเห็นชอบของส่วนใหญ่ถือเป็นหัวใจของนโยบายรัฐบาลของผมต่อไอร์เลนด์เหนือ..ไม่มีใครในห้องประชุมแห่งนี้จะมีโอกาสได้เห็นสถานะของไอร์แลนด์เหนือเป็นอย่างอื่น นอกจากการเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร นี่เป็นหลักการสากลที่ยอมรับทั่วโลก...ขบวนรถไฟสู่การยุติปัญหากำลังเคลื่อนตัวไป ผมต้องการให้คุณอยู่บนขบวนนี้ด้วย อย่างไรก็ตามมันกำลังวิ่งไปข้างหน้า และผมจะไม่หยุดมันเพื่อรอคุณ คุณไม่สามารถหยุดยั้งกระบวนการเพื่อมาต่อรองอะไรอีก จงหยุดความรุนแรงเสียแต่เดี๋ยวนี้”
วาทะอันหนักแน่นของแบลร์สื่อสารไปถึงทั้ง 2 ฝ่ายว่าไอร์แลนด์เหนือจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรตราบเท่าที่ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ต้องการ ความรุนแรงจะยุติลง และจะนำฝ่ายขึ้นสู่โต๊ะเจรจาให้ได้ไม่ว่าจะต้องใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็งหรือแม้กระทั่งต้องเผชิญกับการต่อต้านก็ตาม เหตุนี้ฝ่ายพรรคชินเฟนและกลุ่ม IRA ตัดสินใจยุติความรุนแรงและเข้าสู่กระบวนการเจรจา โดยมีการเจรจาต่อเนื่องจนกระทั่งบรรลุข้อตกลงระหว่างกันได้สำเร็จในวันที่ 10 เม.ย.2541
ทั้งนี้ข้อตกลง Good Friday ในปี 2541 ที่นำมาซึ่งการยุติความรุนแรงกว่า 30 ปีนั้นปฏิรูปโครงสร้างการเมืองการปกครองและกระบวนการยุติธรรมหลายด้าน โดยในส่วนกระบวนการเยียวยาฟื้นฟูสังคม รัฐบาลมีการ ‘ปล่อยตัวนักโทษการเมือง’ ภายหลังบรรลุข้อตกลงจำนวน 449 คน โดยอาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.ไอร์แลนด์เหนือ พ.ศ.2541 ที่ตราขึ้นตามข้อตกลงสันติภาพ โดยได้จัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการปล่อยตัว ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ดังนี้
1.ถูกตัดสินจำคุกจากการกระทำที่เป็นการ “ก่อการร้าย” ตามนิยามว่าเป็นการใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ซึ่งต้องเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนวันลงนามข้อตกลง
2.ไม่เป็นผู้สนับสนุนหรือสมาชิกองค์กรเคลื่อนไหวใดๆ ที่ยังไม่ประกาศหยุดยิง
3.จะไม่เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหรือสมาชิกองค์กรเคลื่อนไหวใด ๆ ที่ยังไม่ประกาศหยุดยิง หลังจากได้รับการปล่อยตัว
4.จะไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะในกรณีที่ได้รับการปล่อยตัวจากคดีที่ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
ทั้งนี้การดำเนินการของรัฐบาลไม่ได้ออกเป็นพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เนื่องจากรัฐบาลทราบดีว่า จะทำให้เกิดข้อถกเถียงและต่อต้านอย่างมากจากฝ่าย Unionist อีกทั้งในประวัติศาสตร์อังกฤษ ไม่เคยมีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเลยตั้งแต่ปี พ.ศ.2341 นอกจากนี้การขอพระราชทานอภัยโทษจากสมเด็จพระราชินี (Royal Prerogative of Mercy) ที่แม้ว่าจะเกิดเสียงต่อต้านน้อยกว่า แต่ก็จะทำให้รัฐสภาของอังกฤษไม่มีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบกระบวนการ แนวทางที่รัฐบาลใช้จึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อพิจารณาคุณสมบัติ และดูแลการปล่อยตัวนักโทษที่กล่าวไป
ขณะที่ “การแสวงหาความจริง” เหตุการณ์ที่เป็นบาดแผลในใจของชาวไอริชคาทอลิก คือ กรณี Bloody Sunday แม้หลังเกิดเหตุรัฐบาลได้ตั้ง Lord Widgery สอบสวนข้อเท็จจริงโดยออกรายงานหลังเกิดเหตุ 11 สัปดาห์ ว่า จะไม่มีการตายเกิดขึ้น หากการประท้วงที่ผิดกฎหมายครั้งนั้นไม่ได้เกิด ทำให้สุดท้ายต้องมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผลสรุปนี้ยังค้างคาใจชาวไอริชตลอดมา และรู้สึกว่าความเป็นธรรมไม่ได้ปรากฏ และการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ยาก หากไม่มีการเปิดเผยความจริง
หลังบรรลุข้อตกลง Good Friday ในปี 2541 รัฐบาลอังกฤษให้ความสำคัญกับกระบวนการทำให้ความจริงปรากฎที่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสันติภาพ จึงตั้ง Lord Saville of Newdigate ขึ้นมาเพื่อสอบสวนเหตุการณ์นี้ใหม่ โดยคณะสืบสวนข้อเท็จจริงใช้เวลาสอบพยานกว่า 900 คน รวมทั้งสิ้น 12 ปี ด้วยงบประมาณจำนวน 288 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (9 พันล้านบาท) จึงได้ออกรายงาน Bloody Sunday Inquiry ในปี 2553 โดยมีข้อสรุปว่าทหารอังกฤษเป็นผู้ยิงกลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวจริง ซึ่งผู้เสียชีวิตทั้งหมดต่างไม่มีอาวุธในครอบครอง
กรณีนี้ความจริงได้ถูกเปิดเผยขึ้นต่อสาธารณะหลังจากเหตุการณ์ถึง 38 ปี พร้อมคำขอโทษจากรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และมีความหมายมากสำหรับครอบครัวผู้สูญเสีย และชุมชนไอริชคาทอลิก ทำให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาในรัฐบาลมากขึ้นว่า มีความตั้งใจจริงต่อการสร้างความปรองดอง
ทั้งนี้ในส่วนเหตุการณ์ความรุนเเรงอื่น ซึ่งมีจำนวนมากเเละยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้นั้น ทางสำนักงานตำรวจไอร์เเลนด์เหนือได้ตั้งทีมสอบสวนเหตุการณ์ในอดีตตั้งเเต่ปี 2512-2541 เพื่อสืบสวนหาข้อเท็จจริงเเละผู้กระทำผิด โดยไม่มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้เเก่ผู้ที่ยังไม่ได้รับโทษ โดยคณะทำงานเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งเเต่ปี 2549 โดยคาดว่าจะใช้เวลา 7 ปีในการสอบสวน







