
เจรจากับก่อการร้าย!?! พัฒนาไกลกว่าเรียกร้องปชต.
"สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักร่วม ณ สถานการณ์ขณะนี้ มีกลุ่มไม่อยากเจรจาอยู่ในนั้น และเป็นกลุ่มประสงค์จะให้เกิดความรุนแรงโดยใช้ประชาชนผู้บริสุทธ์เป็นเกราะกำบัง"
"สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักร่วม ณ สถานการณ์ขณะนี้ มีกลุ่มไม่อยากเจรจาอยู่ในนั้น และเป็นกลุ่มประสงค์จะให้เกิดความรุนแรงโดยใช้ประชาชนผู้บริสุทธ์เป็นเกราะกำบัง"
โดย...อสนีบาต
เหมือนอย่างที่ สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) แถลงไว้วันก่อน “อย่าว่าแต่สลายการชุมนุมเลย จะใช้คำว่าปราบปรามยังได้” นี่ไม่ใช่เป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบเหมือนแกนนำปลุกระดมพาคนมาตาย แต่การให้ข้อมูลผ่านสาธารณะครั้งนี้ เกิดขึ้นจาก"โฆษกไก่อู"อยู่ร่วมการประชุมกับระดับบริหารและเหล่าทัพในศอฉ. ย่อมได้รับไฟเขียวให้สื่อสารข้อมูลดังกล่าวออกไป
ขอย้ำอีกหลายรอบ พื้นที่ราชประสงค์เวลานี้ อันตรายมาก เพราะไม่ใช่พื้นที่การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยตามปกติ แต่อุดมไปได้วยกลุ่มก่อการร้าย บอกกล่าวไปถึงนักแสวงหาสันติ ที่เดินสายอยู่ขณะนี้ เข้าใจถึงความหวังดีของทุกฝ่ายในสังคม อยากให้เกิดการเจรจา แต่นักสันติทั้งหลายควรอธิบายตรงๆ ไม่ต้องวาดฝันเห็นดอกไม้สวยงามในทุ่งกว้าง ควรจะชี้ชัดไปเลยถึงความเพียรพยายามที่ผ่านมา ใครกันแน่เตะถ่วงการเจรจา
ท่าทีรัฐบาลพร้อมเปิดประตูพูดคุยตลอด ภายใต้เงื่อนไขแกนนำคนเสื้อแดงจะต้องไม่แสดงพฤติกรรมข่มขู่ ป่วนบ้านป่วนเมืองอยู่ในขณะนี้ ส่วนแกนนำคนเสื้อแดงก็ปฏิเสธการเจรจามิใช่หรือ แม้จะมีการผ่อนปรนยื่นเงื่อนไขใหม่ขอเจรจา โดยให้นายกฯยุบสภาภายใน 30 วัน แต่คล้อยหลังกลายเป็นหนังคนละม้วน ด้วยถ้อยคำปราศรัยยังเต็มไปด้วยคำขู่สู่การล้มเจ้า โดยที่แกนนำใฝ่สันติ ชักจะเบื่อหน่ายแกนนำอีกกลุ่มถึงการยื่นเงื่อนไขเจรจาเป็นแค่เล่นเกมแผงเร้นให้ดูดีผ่านสายตาทูตานุทูต
คำถามง่ายๆถึงแกนนำ เหตุใดถึงไม่ยอมให้ตั้งกรรมการกลางเข้าไปตรวจสอบอาวุธในพื้นที่ชุมนุม การเชิญทูตมาสังเกตการณ์ชุมนุมได้พาไปดูป้อมค่ายแล้วอธิบายหรือไม่นี่คือการชุมนุมสันติถูกกฎหมาย ปฏิเสธหรือไม่หลังทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมต่อตัวแทนชาวโลกแต่คล้อยหลังขึ้นเวทีปราศรัยจะบุกเข้าอาคาร ห้างสรรพสินค้า จับตัวทหาร ตำรวจออกมา
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ พอจะทำให้เห็นธาตุแท้ ฝ่ายใดมีความจริงใจ สิ่งต่างๆเหล่านี้ นักสันติวิธีก็ควรจะบอกกับสังคมเช่นกัน จะด้วยเหตุการณ์ 10 เม.ย.เลือด หรือแม้แต่ค่ำคืนแห่งความสะเทือนใจเมื่อวันที่ 22 เม.ย. ระเบิดเอ็ม 79 ลูกแล้วลูกเล่าถล่มพื้นที่แยกศาลาแดง ประชาชนต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บ
แต่ที่อัปยศรับไม่ได้ คือความพยายามของมวลชนคนเสื้อแดงขัดขวางการลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล นี่ไม่ใช่ครั้งแรกแต่เป็นภาพซ้ำซากไม่ต่างกับคืนโหด 10 เม.ย. ด้วยการลากทหารผู้บาดเจ็บออกมาจากรถแล้วทุบตีให้ตายตกไปตามกัน ทั้งที่รับรู้ในสถานการณ์สงคราม ยังมีการยกเว้นให้หน่วยกาชาดลำเลียงผู้บาดเจ็บ แต่นี่ “เมืองไทย” ช่างเลวร้ายมากกว่าแค่คำประณาม ถามว่ามีจิตใจความเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่
ความเลวเกินขีดจำกัดตามที่เห็นผ่านหลายล้านลูกตา น่าแปลกไม่เคยได้ยิน องค์กร เครือข่ายนักสันติวิธีออกมาปรามหรือให้สติในสิ่งนี้ สักแต่ออกทีวีต้องเจรจาและเจรจา ขอบอกไมได้ต่อต้านการเจรจา เพราะมองว่า การเจรจาเป็นหนทางหนึ่งจะทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายความตึงเครียด แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักร่วม ณ สถานการณ์ขณะนี้ มีกลุ่มไม่อยากเจรจาอยู่ในนั้น และเป็นกลุ่มประสงค์จะให้เกิดความรุนแรงโดยใช้ประชาชนผู้บริสุทธ์เป็นเกราะกำบัง
ขอกางข้อมูลบางส่วน พื้นที่แยกราชประสงค์มีกลุ่มก่อการร้ายจำนวน 200 คน การ์ดได้รับการฝึกฝนอาวุธสงครามอีก 1,000 คน ประกอบด้วย กองกำลังคนหน้าคล้ายไทยแต่พูดไทยไม่ได้ ส่วนนี้ได้รับการสนับสนุนจากอดีตผู้มีอิทธิพลทางการเมือง อักษรย่อ” ย.” โดยขณะนี้ซีไอเอเฝ้าติดตามพฤติกรรม ขณะที่อีกกลุ่มเป็นทหารพราน อดีตตำรวจ ทหาร ภายใต้การสนับสนุนของอดีตบิ๊กตำรวจ ซึ่งศอฉ.เรียกมารายงานตัว แต่ปฏิเสธจึงเตรียมออกหมายจับ
แผนการของกลุ่มก่อการร้าย จะให้เด็ก สตรีในที่ชุมนุมอยู่แถวหน้า เป็นแนวหยื่อกระสุน ส่วนการ์ดฝึกฝนอยู่แถวหลัง และกลุ่มก่อการร้ายกระจายตัวปฏิบัติการ ล่าสุดสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ แกนนำมีการปรับยุทธวิธีด้วยการสั่งให้ผู้ชุมนุมถอดเสื้อแดงใส่เสื้อหลากสีพร้อมกับปรับเปลี่ยนชื่อจากคนเสื้อแดงเป็น”กลุ่มไม่มีสี” เพื่อลบภาพคนเสื้อแดงที่กำลังลดน้อยถอยลง ไร้ที่ยืนในสังคมกทม.ที่กำลังถูกกดดันอย่างหนัก อีกทั้งความยากลำบากของคนเสื้อแดงที่พยายามเข้าพื้นที่ชุมนุม อันเป็นผลจากการตรวจสกัดเข้มข้น ตามแผนปลาแยกน้ำของฝ่ายรัฐ ทำให้ต้องเปลี่ยนสีเสื้ออำพรางเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะเดียวกันก็หวังว่า จะทำให้รัฐยากลำบากในการเข้าจัดการกลุ่มก่อการร้าย
ประเด็นเหล่านี้ จึงอยากให้นักสันติวิธีตรองดู นอกจากเพียรพยายามให้มีการเจรจากับแกนนำเรียกร้องประชาธิปไตย ควรจะเจรจากับกลุ่มก่อการร้ายที่พูดไม่รู้เรื่องหรือไม่
นี่แหละคือพัฒนาการชุมนุมที่ไปไกลเกินเรียกร้องประชาธิปไตย ทราบแล้วเปลี่ยน







