
จับตาวิกฤตอิเหนาผวาศก.ไม่แกร่งจริง
เศรษฐกิจจะถดถอย?สืบเนื่องจากตัวเลข GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมไตรมาส 2 ที่เพิ่งประกาศออกมา หลายฝ่ายได้แสดงความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะถดถอย แต่รัฐบาลออกมาแถลงว่าไม่เป็นไร มีปัจจัยที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเองในครึ่งปีหลัง
เศรษฐกิจจะถดถอย?สืบเนื่องจากตัวเลข GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมไตรมาส 2 ที่เพิ่งประกาศออกมา หลายฝ่ายได้แสดงความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะถดถอย แต่รัฐบาลออกมาแถลงว่าไม่เป็นไร มีปัจจัยที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเองในครึ่งปีหลัง
1.การขยายตัวของ GDP เทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน ที่เรียกว่าเป็น YearonYear (YoY) มีการชะลอตัว
2.การขยายตัวของ GDP เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่เรียกว่า QuarteronQuarter (QoQ) มีการหดตัวต่อเนื่อง 2 ไตรมาส ซึ่งทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็น ความถดถอยเชิงเทคนิค
รัฐบาลชี้แจงว่า ไตรมาส 2 ปี 2556 วันหยุดมาก และการผลิตลดเพราะขาดก๊าซจากพม่า อีกทั้งเงินบาทแข็งทำให้ภาคส่งออกลำบาก แต่เศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะไปได้ดีเพราะการท่องเที่ยวยังไปดี ราคาสินค้าเกษตรดี และจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ทั้งจาก พ.ร.ก.น้ำ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และจากการเร่งจ่ายงบประมาณค้างท่อ ฯลฯ
แต่หลายฝ่ายกลับมองว่าปัญหาและแนวโน้มในอนาคต ซึ่งน่าเป็นห่วง มาจากนโยบายและวิธีบริหารของรัฐบาลเอง
ปัจจัยบวกจากการขึ้นค่าแรงต่างๆ เท่าที่ขึ้นได้จริง ถูกลบล้างด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น เช่น จากนโยบายรถคันแรก ทำให้กำลังจับจ่ายของประชาชนลดน้อยลง หนี้ครัวเรือนซึ่งเดิมอยู่ที่ 50% ของ GDP ปรับขึ้นมาเป็นถึง 78%
ยิ่งกว่านั้น การบังคับขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดดได้บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทย สินค้าส่งออกแข่งขันไม่ได้ สินค้านำเข้าก็เข้ามาตีตลาดมากขึ้น เพราะราคาถูกกว่าของไทย การส่งออกข้าวก็ชะงักงันจากนโยบายจำนำข้าว
ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาส 1 ปี 2556 เปลี่ยนเป็นขาดดุลถึง 5,100ล้านเหรียญสหรัฐ ภูมิคุ้มกันจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่รัฐบาลอ้างถึงมีแนวโน้มจะลดน้อยลง
ภาคการผลิตหดตัว นอกจากลดการผลิตแล้วยังมีการปิดกิจการและเลิกจ้างงานด้วย มีเอกชนรายใหญ่ให้สัมภาษณ์ว่า ภาคเอกชนย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ “อย่างต่อเนื่อง” เพราะขาดความมั่นใจทางการเมือง และเห็นว่า “รัฐบาลไม่ใส่ใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง”
สิ่งหนึ่งที่ภาคเอกชนไม่กล้าให้สัมภาษณ์โดยตรง คือ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เด่นที่สุดน่าจะเป็นการเรียกหัวคิวในการออกใบอนุญาตตั้งโรงงาน (รง.4) และยังมีข้อกังวลว่า การจัดอันดับเครดิตของประเทศไทยจะถูกลด ทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น การลงทุนภาคเอกชนเกือบไม่เพิ่มขึ้นเลย ในขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศก็มีแนวโน้มลดลง เพราะการขอส่งเสริมจาก BOI ในครึ่งปีที่ผ่านมาลดลงถึง 15% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ภาคเกษตรที่รัฐบาลชี้เป็นปัจจัยบวกก็แทบจะไม่เปลี่ยน แม้มีภาวะแห้งแล้งและโรคระบาดกุ้ง แต่ราคาผลผลิตส่วนใหญ่ตกต่ำ โดยเฉพาะยางพาราและปาล์ม หรือแม้กระทั่งข้าวที่ราคาที่เกษตรกรได้รับจริงต่ำกว่าราคาที่รัฐกำหนดรับจำนำมาก ทั้งยังมีการขาดทุนหลายแสนล้านจากโครงการจำนำข้าว มีข้าวค้างสต๊อกข้าวหาย และประเด็นการทุจริตตลอดสาย
กลไกตลาดโลก สภาวะนอกประเทศ และภูมิอากาศควบคุมไม่ได้ แต่การบริหารจัดการทำให้อะไรๆ ดีขึ้นหรือแย่ลงได้
ครั้งล่าสุดที่เศรษฐกิจไทยถดถอย คือ ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก “แฮมเบอร์เกอร์” เริ่มตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2551(4.2%) สมัยรัฐบาลสมชาย ต่อเนื่องไปถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์
แต่ รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เร่งแก้ปัญหาโดยการสร้างกำลังซื้อในระดับครัวเรือน ด้วยนโยบายอย่างเช่น เรียนฟรี ต้นกล้าอาชีพ และเช็คช่วยชาติ ฯลฯ เป็นการใช้เงินน้อยมาก เทียบกับเมกะโปรเจกต์ แต่ได้ผลเร็วกว่ามาก อีกทั้งช่วยปกป้องผู้มีรายได้น้อยในยามวิกฤต ทำให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นแบบตัว V ภายใน 6 เดือน และได้เสริมการฟื้นตัวด้วยมาตรการ “ไทยเข้มแข็ง” ซึ่งเป็นโครงการการลงทุนขนาดเล็กจำนวนมากที่ปฏิบัติได้รวดเร็ว และเปิดเผยรายละเอียดให้ประชาชนช่วยตรวจสอบ GDP เติบโตถึง 7.8% ในปี 2553 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงนั้นเร็วและแรงเกือบที่สุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศในโลก ทำให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้รับรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก”
รัฐบาลยิ่งลักษณ์รับไม้จากรัฐบาลอภิสิทธิ์ในสภาวะที่เศรษฐกิจเข้มแข็ง
แต่การดำเนินนโยบายประชานิยมต่างๆ สร้างปัญหาอย่างมากตามข้างต้น
มาตรการเศรษฐกิจกระจุกตัว ตั้งแต่นโยบายการเมืองที่เน้นลงงบในพื้นที่ที่เลือกพรรคหรือพวกของตน จนถึงการเน้นเมกะโปรเจกต์ที่จะเกิดผลกระตุ้นเศรษฐกิจช้า และการบริหารที่ไม่โปร่งใสทำให้เกิดการทุจริต ซึ่งก็เป็นการกระจุกตัวอีกชนิด ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐไม่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างที่ควร
เมกะโปรเจกต์ของภาครัฐยังจะเกิดขึ้นช้า เพราะใช้วิธีการที่ไม่โปร่งใส ทำให้เกิดปัญหากฎหมาย
การท่องเที่ยว เป็นปัจจัยบวกที่รัฐบาลคาดหวัง แต่ธุรกิจนี้ขึ้นอยู่กับความสงบสุขภายในประเทศ
การให้น้ำหนักนโยบายทางการเมืองมากกว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อย่างการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำลังสร้างแรงต่อต้านรัฐบาลนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเสี่ยงว่าอาจเกิดความไม่สงบได้
ความถดถอยเชิงเทคนิคจะเป็นเพียงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ หรือจะเป็นความถดถอยที่นำไปสู่วิกฤต ขึ้นอยู่กับนโยบายการเมืองของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และการบริหารว่าจะปรับปรุงเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่







