posttoday
หักเหลี่ยมเฉือนคมประเด็นล้มแก้รธน.

หักเหลี่ยมเฉือนคมประเด็นล้มแก้รธน.

27 สิงหาคม 2556

โดย...ทีมข่าวการเมือง

โดย...ทีมข่าวการเมือง

แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของ สว. จะยังไม่แล้วเสร็จ แต่ได้มีการมองข้ามช็อตไปถึงการเตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกันแล้ว ทั้งจากท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่ม 40 สว. ทำให้การพิจารณาร่างแก้ไขในวาระที่ 2 ซึ่งค้างในสภาเวลานี้อาจเป็นเพียงแค่สนามอุ่นเครื่องเท่านั้น ก่อนไปตัดสินในสนามสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญ

สำหรับช่องทางและจังหวะที่ฝ่ายค้านและกลุ่ม 40 สว. เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาเป็นผู้ชี้ขาด คือ การใช้ช่องทางตามมาตรา 68 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เข้าข่ายเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองและให้ได้ซึ่งอำนาจในการปกครองโดยมิชอบ และสั่งให้รัฐสภายกเลิกกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ขณะที่จังหวะในการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณานั้นจะมีโอกาสยื่นให้ศาลได้ใน 2 จังหวะ ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้จังหวะใด ระหว่าง 1.ยื่นภายหลังจากรัฐสภาเสร็จสิ้นการพิจารณาในวาระที่ 2 เพื่อออกคำสั่งให้รัฐสภาชะลอการลงมติในวาระ 3 จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยออกมา หรือ 2.ยื่นหลังจากรัฐสภาลงมติเห็นชอบในวาระ 3 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีชะลอกระบวนการการประกาศบังคับใช้กฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ทั้งจังหวะและช่องทางยังไม่ได้เป็นหัวใจเท่ากับว่าการให้คำอธิบายต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าเหตุใดการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถึงเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งฝ่ายค้านและกลุ่ม 40 สว. ได้เตรียมเอาไว้แล้ว คือ มาตรา 122 ซึ่งห้ามไม่ให้ สส.และ สว. กระทำการที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน

“สส.และ สว. ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์” (บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 122)

ประเด็นที่ฝ่ายค้านและกลุ่ม 40 สว.เตรียมอธิบายให้ศาลเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีลักษณะของผลประโยชน์ทับซ้อน มีดังนี้

1.การยกเลิกข้อห้ามที่ไม่ให้บุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ สส. ลงสมัคร สว. เพราะจะส่งผลให้วุฒิสภาถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองจนขาดความเป็นกลางและความอิสระในการทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ สว.ปฏิบัติด้วยความเป็นกลางปลอดจากอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งสภาพดังกล่าวเคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงปลายของการใช้รัฐธรรมนูญ 2540

2.การไม่กำหนดให้ผู้พ้นสภาพจากการเป็นรัฐมนตรี สส. และสมาชิกพรรคการเมือง ต้องเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีก่อนมาลงสมัคร สว. เดิมรัฐธรรมนูญกำหนดให้บุคคลที่มีตำแหน่งดังกล่าวจะส่งสมัคร สว.ได้จะต้องพ้นสภาพจากตำแหน่งนั้นมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ทว่าสุดท้ายกลับมีการตัดข้อห้ามนี้ออกไปในชั้นคณะกรรมาธิการ ซึ่งการตัดบทบัญญัตินี้ย่อมส่งผลให้การเข้าสู่ตำแหน่ง สว.สูญเสียความเป็นกลาง เพราะจะได้รับอิทธิพลจากฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะในกรณีที่ สส.ลาออกจากตำแหน่งเพื่อมาลงสมัคร สว.

3.การให้ สว.สามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง สว.ได้อีกหนึ่งวาระ รัฐธรรมนูญ 2550 ระบุให้ สว.ที่จะลงสมัครเลือกตั้ง สว.ได้จะต้องพ้นจากตำแหน่งไม่ต่ำกว่า 2 ปี ดังนั้น เมื่อยกเลิกข้อห้ามในส่วนนี้ ย่อมเป็นผลให้ สว.สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนนี้ฝ่ายค้านและกลุ่ม 40 สว. เตรียมนำข้อสังเกตของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมาเป็นสาระสำคัญเพื่อให้ศาลเห็นว่าการกระทำที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนชัดเจนด้วย

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้มีข้อสังเกตว่า “การแก้ไขข้อห้ามการดำรงตำแหน่งและวาระการดำรงตำแหน่งของ สว. จะเป็นการขัดกันของผลประโยชน์หรือเป็นการเอื้อประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบันที่มีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้หรือไม่”

ถึงกระนั้นฝ่ายพรรคเพื่อไทย และ สว.สายเลือกตั้ง ก็ได้เตรียมพร้อมรับมือเช่นกันเพื่ออธิบายให้ศาลเห็นว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้มีเจตนาล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนตามมาตรา 122

ทั้งนี้ จะชี้ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ศาลรัฐธรรมนูญว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นเพียงการคาดการณ์กันไปเอง เนื่องจากยังไม่มีกระบวนการเลือกตั้ง สว.เกิดขึ้น ดังเช่นที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยจากกรณีการแก้ไขมาตรา 291 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2555 ไม่ได้เป็นการล้มล้างการปกครองตามข้อกล่าวหา

“ข้ออ้างทั้งหมดของผู้ร้องเป็นการคาดการณ์ และความห่วงใยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังห่างไกลจะเกิดเหตุขึ้นตามที่กล่าวอ้าง จึงไม่พอฟังได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2555)

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง