
เส้นทางคมนาคมที่มีไทยเป็นศูนย์กลาง
มีการเขียนกันมามากแล้วในเรื่องของ AEC (ASEAN Economic Community) ผู้เขียนเองก็เคยเขียนไปหลายครั้งมาก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีบริการ การเปิดเสรีการค้า หรือภาพรวมของ AC คือ ASEAN Community ที่มี 3 เสาหลัก คือ สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ไม่ใช่เฉพาะด้านเศรษฐกิจ หรือ AEC ที่มักมีการพูดถึงเสมอๆ จนอาจลืมเรื่องของสังคมและการเมืองไป นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้พูดเลยไปถึงเรื่องของอาเซียนบวก 6 ได้แก่ อาเซียน 10 ประเทศ บวกกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งอาเซียนบวก 6 นี้ หากดำเนินการได้สำเร็จก็จะมีนัยสำคัญมาก เนื่องจากจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่มหาศาล มีประชากรเป็นพันๆ ล้าน นึกถึงแค่จีน กับอินเดีย ท่านผู้อ่านก็คงมองภาพออก
มีการเขียนกันมามากแล้วในเรื่องของ AEC (ASEAN Economic Community) ผู้เขียนเองก็เคยเขียนไปหลายครั้งมาก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีบริการ การเปิดเสรีการค้า หรือภาพรวมของ AC คือ ASEAN Community ที่มี 3 เสาหลัก คือ สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ไม่ใช่เฉพาะด้านเศรษฐกิจ หรือ AEC ที่มักมีการพูดถึงเสมอๆ จนอาจลืมเรื่องของสังคมและการเมืองไป นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้พูดเลยไปถึงเรื่องของอาเซียนบวก 6 ได้แก่ อาเซียน 10 ประเทศ บวกกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งอาเซียนบวก 6 นี้ หากดำเนินการได้สำเร็จก็จะมีนัยสำคัญมาก เนื่องจากจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่มหาศาล มีประชากรเป็นพันๆ ล้าน นึกถึงแค่จีน กับอินเดีย ท่านผู้อ่านก็คงมองภาพออก
อย่างไรก็ตาม อย่างหนึ่งที่ยังไม่ได้พูดถึงคือเรื่องโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขนส่งสินค้าหากมีการเปิดเสรีการค้าระหว่างกัน ทำให้สินค้าไปมาได้สะดวกมากน้อยแค่ไหน ที่จริงก็อาจมีคนพูดถึงกันบ้างแล้ว เช่น EastWest Corridor หรือ NorthSouth Corridor ที่ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยิน แต่อาจจะยังไม่มีใครขยำหลายๆ เส้นทางมารวมกัน ซึ่งที่จริงในเรื่องการสร้างถนนเชื่อมจุดต่างๆ ระหว่างประเทศนี้ ไม่ใช่มีเฉพาะอาเซียน หรือ AEC ประเทศไทยเรายังมีอีกหลายโครงการความร่วมมือ ซึ่งผู้เขียนยังไม่ผ่านตาว่ามีการรวบรวมมาพูดไว้ที่ไหน ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น หรือหากจะมีก็น่าจะค่อนข้างนานมาแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการใหม่ๆ
โครงการต่างๆ ที่มี และเป็นประโยชน์กับไทย ในแง่ของการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ได้แก่ :
โครงการอาเซียนไฮเวย์ ซึ่งน่าจะค่อนข้างเป็นที่คุ้นตาว่ามี :
ตั้งแต่ทิศเหนือ แม่สาย เชียงราย เข้าไปทางพม่า แล้วก็ยาวมาถึงกรุงเทพฯ ต่อไปภาคใต้ถึงด่านสะเดา มาเลเซียแล้ว ก็ยังมีแยกเล็กๆ จากหาดใหญ่เข้ามาเลเซียได้อีกทาง ส่วนทางภาคเหนือก็มีแยกเล็กๆ จากเชียงรายไปเข้าลาวทางเชียงของ
ส่วนเส้นทางไฮเวย์ที่พาดผ่านตะวันออกตะวันตกข้างหนึ่งก็ผ่านแม่สอดเข้าไปยังพม่า ส่วนอีกปลายหนึ่งก็เข้าไปยังประเทศลาว
นอกจากนี้ยังมีสายสั้นๆ จากหินกองเข้าไปยังกัมพูชา และจากแหลมฉบังไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านอุดรธานีเข้าไปยังลาวด้วย
โครงการอีกโครงการที่มีความสำคัญมากและสอดรับกับโครงการของอาเซียนได้ในเรื่องของถนน ที่จะทำให้ไทยเป็น “Hub” ได้ดี ก็คือ โครงการความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งมีประเทศที่อยู่แถบลุ่มแม่น้ำโขง ที่ร่วมมือกันก็คือ ประเทศไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า และสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้ (มณฑลยูนนาน) โดยมีเส้นทางทั้งหมด 10 เส้นทางหลัก แบ่งเชื่อมเขตเศรษฐกิจหลัก 3 เขต ที่เรียกว่า Economic Corridor ได้แก่
เขตเศรษฐกิจเหนือใต้ ที่ผ่านตั้งแต่จีนตอนใต้ ผ่านลาวและผ่านพม่า เข้ามาทางภาคเหนือของไทย ลงมาจนถึงอ่าวไทย
เขตเศรษฐกิจตะวันออกตะวันตก ที่พาดตั้งแต่พม่าเข้าไทยไป ออกลาวและเวียดนาม และอีกเส้นหนึ่งพาดผ่านไทย ผ่านกัมพูชา และต่อไปยังเวียดนามตอนใต้
เขตเศรษฐกิจใต้ ที่พาดจากอ่าวไทยลงไปยังกัมพูชา แล้วไปออกเวียดนามตอนใต้ เช่นกัน
ทำให้มีเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ ได้แก่
R1 กรุงเทพฯ พนมเปญ โฮจิมินห์ซิตี วังเตา
R2 ไทย ลาว เวียดนาม
R3A และ R3B ไทย ลาว จีน และไทย พม่า จีน
R10 เป็นเส้นทางเลียบชายฝั่งทะเลไทย กัมพูชา – เวียดนาม
นอกจากนี้ยังมีโครงการความร่วมมือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ซึ่งมีเส้นทางเชื่อมโยงไทยจากสตูลไปมาเลเซียยังรัฐเปอร์ลิส และเส้นทางอื่นๆ อีก 2 เส้นทาง
เรียกว่าแผนการที่วางมาเพื่อรองรับนโยบายให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าของอาเซียน (Hub) นั้น ในแง่โลจิสติกส์ถือว่าได้มองการณ์ไกลไว้แล้ว จึงน่าจะค่อนข้างพร้อม คราวนี้ก็อยู่ที่คน และผู้บริหารเท่านั้น ที่จะต้องรู้จักใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้เต็มที่







