posttoday
พลังงาน-ขาดบูรณาการ

พลังงาน-ขาดบูรณาการ

21 สิงหาคม 2556

บูรณาการเป็นศัพท์บริหารที่ดูดี เป็นคำตอบกว้างๆ ที่นายกรัฐมนตรีใช้บ่อยมากจนแทบจะไม่มีความหมาย แต่บทความนี้หมายถึงการประสานงานที่สมควรจะเกิดขึ้นในการบริหารประเทศไทยในโลกปัจจุบัน

บูรณาการเป็นศัพท์บริหารที่ดูดี เป็นคำตอบกว้างๆ ที่นายกรัฐมนตรีใช้บ่อยมากจนแทบจะไม่มีความหมาย แต่บทความนี้หมายถึงการประสานงานที่สมควรจะเกิดขึ้นในการบริหารประเทศไทยในโลกปัจจุบัน

ดิฉันได้อภิปรายให้ตัดงบกระทรวงพลังงาน เพราะขาดบูรณาการ ขาดธรรมาภิบาล และไม่รักษาผลประโยชน์ของประชาชน

พลังงานเป็นเรื่องที่กระทบหลายๆ ด้านของเศรษฐกิจและชีวิตประชาชน จึงมีการออกแบบให้การบริหารพลังงานของรัฐผ่านกลไก “คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ” (กพช.) ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

ถือกันว่า กพช.มีบทบาทอำนาจเทียบเท่าคณะรัฐมนตรี เรื่องใดเป็นมติแล้วก็จะนำเข้า ครม.เพียงเพื่อทราบ แต่มีอย่างน้อย 3 เรื่องในรัฐบาลชุดนี้ที่แสดงให้เห็นว่าการบริหารพลังงานขาดบูรณาการ ทำให้ประเทศชาติเสียหาย

เรื่องแรกคือโครงการสร้างท่อส่งน้ำมันขึ้นไปภาคเหนือและอีสาน มีคำชี้แจงว่าประชาชนในจังหวัดห่างไกลต้องจ่ายค่าน้ำมันแพง เพราะต้องขนส่งทางถนนซึ่งแพง จึงสมควรสร้างท่อส่งเพื่อให้น้ำมันราคาลดลง

ในปริมาณที่สอดคล้องกับความเป็นจริง การสร้างระบบท่อ คลังเก็บ และการขนส่งถึงปลายทาง ซึ่งยังต้องใช้รถบรรทุก รวมแล้วสร้างท่อใหม่น่าจะแพงขึ้น กระทรวงได้เชิญชวนภาคเอกชนมาร่วมแล้ว แต่เขาไม่ร่วมเพราะไม่คุ้มค่า รัฐจึงจะลงทุนเอง

รัฐลงทุนเองก็ยังแพงอยู่ดี และอาจจะแพงยิ่งกว่าด้วยซ้ำเพราะเสี่ยงเรื่องความไม่โปร่งใส

ค่าขนส่งคงจะไม่ถูกลง แต่เป็นไปได้ว่ารัฐจะยอมขาดทุนคิดค่าผ่านท่อต่ำๆ เพื่อให้ราคาน้ำมันปลายทางถูกลง หรืออาจทำเป็นราคาเดียวทั้งประเทศ แต่ก็เป็นประชานิยมที่ไม่คุ้มค่าภาษีอากร ดังที่ได้เคยวิเคราะห์แล้วในเดือน มิ.ย.

ระบบท่อส่งน้ำมันที่ bypass กทม.ของบริษัท Thappline และ FPT ที่มีมาแล้ว 20 ปี ยังมีฐานะการเงินอ่อนแอ จนมีข่าวว่า ปตท.จะเข้าซื้อกิจการของบริษัทแรก ทั้งๆ ที่สองโครงการนี้คุ้มค่ากว่ามากด้วยปริมาณการใช้น้ำมันที่สูงของ กทม.ปริมณฑล และการลดปัญหาจราจรหนาแน่นกับผลกระทบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

ถ้ารัฐจะลงทุนในระบบท่อส่งน้ำมันขึ้นเหนืออีสานก็มีแนวโน้มจะทำผ่าน ปตท. อาจมีผูกขาดเพิ่มขึ้นอีกด้านหนึ่งด้วย

กระทรวงพลังงานควรผลักดันผ่าน กพช. ซึ่งมีกระทรวงคมนาคมอยู่ด้วย ให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงระบบรถไฟอย่างจริงจังเสียที เพราะระบบรางเป็นการขนส่งทางไกลที่ประหยัดพลังงานกว่าทางถนนมาก ปัจจุบันภาคธุรกิจไม่นิยมใช้รถไฟเพราะ ร.ฟ.ท.ประสิทธิภาพต่ำมาก มักไม่ตรงเวลา อุปกรณ์ไม่พร้อม และมีอุบัติเหตุบ่อย

การปรับปรุงระบบรถไฟจะคุ้มค่ากว่ามาก นอกจากราคาถูกกว่าแล้ว ยังให้ประโยชน์ในการขนส่งสินค้าอื่นๆ เป็นการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของทั้งประเทศ และยกคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้เดินทางได้สะดวก ประหยัด และปลอดภัยขึ้น ล่าสุดจะเห็นว่าอุบัติเหตุทางรถไฟเกิดบ่อยมาก

เรื่องที่สอง คือกรณีของไฟฟ้าดับภาคใต้เมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ แต่หน่วยงานต่างๆ ต้องมีแผนรองรับที่เหมาะสม ครบถ้วน และมีการทดสอบให้พร้อมปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่ว่าไฟขาดแล้วสับสวิตช์ ติดเพียงครู่เดียวก็ดับอีก หรือต้องรอเจรจาเป็นชั่วโมงๆ ท่ามกลางวิกฤตว่ามาเลย์จะคิดค่าไฟฟ้าสำรองไทยอย่างไร

ต้องบูรณาการทั้งภายใต้กระทรวงพลังงานเอง และระหว่างกระทรวงพลังงานกับมหาดไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชี้แจงว่า ต่อไปจะต้องให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) “กระจายอำนาจการสั่งดับไฟเฉพาะจุดในบางบริเวณเพื่อป้องกันไฟดับในพื้นที่ส่วนใหญ่เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน” แต่ในการชี้แจงรอบเดียวกันนั้นเอง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.ใต้กระทรวงมหาดไทย) ได้แจกเอกสารแจงรายละเอียดของกระบวนการดังกล่าวที่มีอยู่แล้ว!

นอกจากนี้ ก็มีเรื่องของการสื่อสารที่หากรีบบอกประชาชนเมื่อปัญหาเริ่มเกิด ขอให้ช่วยกันประหยัดไฟฟ้าไม่ให้โหลดขึ้นสู่จุดสูงสุดของตอนค่ำ เพราะจะทำให้ระบบล่ม ก็อาจป้องกันไม่ให้ปัญหาขยายวงได้

ท้ายสุดเป็นกรณีของพลังงานหมุนเวียน ที่มีโครงการจำนวนมาก ซึ่งพร้อมผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ แต่ไม่สามารถทำได้เพราะไม่ได้รับใบอนุญาต รง.4 ของกระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งๆ ที่ทำตามกฎระเบียบทุกประการแล้ว น่าจะมีความพร้อมผลิตกว่า 1,000 MW ซึ่งถ้าไม่ติดปัญหา รง.4 กรณีไฟฟ้าจะขาด เนื่องจากการซ่อมบำรุงระบบก๊าซจากพม่าในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ก็อาจจะเป็นเพียงความเสี่ยงที่สูงกว่าปกติ ไม่ถึงกับเป็น “วิกฤต”

รง.4 เป็นเรื่องอื้อฉาวในวงการธุรกิจ แต่ปัญหาลามมาถึงภาครัฐเองด้วย เขื่อนพลังน้ำขนาดเล็กที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ สร้างให้กับประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่เสร็จแล้ว 16 แห่ง ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพราะขาด รง.4

โรงไฟฟ้าพระนครเหนือโรงที่ 2 ที่นนทบุรี รอ รง.4 มา 7 เดือนแล้วทั้งที่ระเบียบกำหนด 3 เดือน ถึงขนาดผู้ว่าฯ กฟผ.ออกมาแถลงว่าอาจจะมีผลกระทบต่อการใช้ไฟของคนกรุง

กฎหมายให้อำนาจ กกพ.ออกใบอนุญาตต่างๆ โดยขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นช่องทางบูรณาการที่มีอยู่แล้ว ทั้งสองกระทรวงต่างก็อยู่ใน กพช. อาจจะขัดผลประโยชน์ของใครบางคน หรือแม้ว่าเป็นผลประโยชน์ร่วม แต่กรณีนี้ความเสียหายยิ่งใหญ่นัก อาจกระทบคะแนนเสียงพวกท่าน... ประโยชน์ส่วนรวมน่าจะมีน้ำหนักมากขึ้น!

หากกระทรวงพลังงานไม่บูรณาการ วิกฤตไฟฟ้าจะขาดยังอาจเกิดขึ้นได้อีกในไม่ช้า

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก