
'รัฐประหาร' เกิดยากถ้ากองทัพไม่ถูกล้วง
ครั้งหนึ่ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้ที่มีอดีตเป็นถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เคยให้มุมมองกับโพสต์ทูเดย์ ถึงความสัมพันธ์ที่ควรจะเป็นระหว่าง “รัฐบาลกองทัพ”
ครั้งหนึ่ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้ที่มีอดีตเป็นถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เคยให้มุมมองกับโพสต์ทูเดย์ ถึงความสัมพันธ์ที่ควรจะเป็นระหว่าง “รัฐบาลกองทัพ” เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รัฐประหารว่า “ต่างคนต่างอย่าดึงกันเข้ามา กองทัพประเทศที่เจริญแล้ว รัฐบาลมีหน้าที่ซัพพอร์ตกองทัพให้เข้มแข็งเพื่อไปทำหน้าที่ของเขาเอง แต่ถ้ารัฐบาลไม่ซัพพอร์ตกองทัพต้องดิ้น...” ก่อนจะตบท้ายว่า “การรัฐประหารจะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับการปกครอง แต่ไม่มีใครอยากทำหรอก” (ฉบับวันที่ 26 พ.ย. 2554)
มาในครั้งนี้ปี 2556 มีหลายผู้สันทัดกรณีเริ่มวิเคราะห์กันว่า สถานการณ์ทางการเมืองได้ปรากฏความอึมครึมเหมือนกับก่อนเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 อีกครั้งด้วยปัจจัยหลายประการ
ไม่ว่าจะเป็นความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม ที่มีความหวาดระแวงว่าจะเป็นการนิรโทษกรรมคดีทุจริต การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเค้าว่าจะมีการรื้อโครงสร้างขององค์กรอิสระครั้งใหญ่ และกรณีคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปรากฏถ้อยคำถึงความต้องการเข้าไปมีอิทธิพลในกองทัพ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ส่งผลให้เริ่มเกิดกระแสข่าวลืออย่างหนาหูว่า การรัฐประหารอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าผู้นำเหล่าทัพจะต่างตบเท้าออกมาปฏิเสธก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สำหรับ พล.อ.สนธิ แล้ว กลับมองในมุมกลับว่า การรัฐประหารไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะเชื่อมั่นในสมมติฐานของตัวเองแบบหนักแน่น ว่าเวลานี้รัฐบาลและกองทัพยังสามารถรักษาระยะห่างได้ในระดับที่ดีอยู่
“เท่าที่ผมดูก็เห็นว่าระยะห่างระหว่างกองทัพยังเป็นได้ด้วยดี ไม่ห่างกันเกินไป ไม่ใกล้กันเกินไป การสามารถรักษาระยะต่อได้ดี หมายถึง รัฐบาลสามารถดูแลทหาร ส่วนทหารก็สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล และต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง แบบนี้ก็จะรักษาระยะห่างเอาไว้ แต่ถ้าเผื่อรัฐบาลไม่ดูแลทหาร ทหารก็จะต้องหาทางดูแลตัวเขาเองด้วยการเข้ามาใกล้การเมืองมากขึ้น
ถ้ารัฐบาลดูแลทหาร ทหารก็จะไม่เข้ามา ต่างคนต่างไม่เข้ามา เพราะต่างคนมีสิ่งที่ตัวเองต้องการอยู่แล้ว กล่าวคือ ทหารต้องการงบประมาณ ต้องการแนวคิดนโยบาย เมื่อเขาได้รับและเวลารัฐบาลจะเอาอะไรทหารก็ให้การสนับสนุน ถ้าทำได้แบบนี้ก็จะทำให้ระยะห่างมีความพอดี ซึ่งตอนนี้ระยะต่อก็ยังดีอยู่”
ขณะที่การเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีนั้น ในฐานะอดีตผู้บัญชาการกองทัพบก มองว่าเป็นเรื่องที่ดีเพื่อจะได้สนับสนุนและปรึกษากับผู้นำเหล่าทัพได้โดยตรง ไม่ใช่มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเข้ามามีอิทธิพลครอบงำกองทัพแต่อย่างใด
“ผมมองว่าการเข้ามาอย่างนี้ยิ่งดี เพราะรัฐบาลจะได้ช่วยสนับสนุนโดยตรง ความสัมพันธ์ระหว่างนายกฯ กับผู้บัญชาการเหล่าทัพจะมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น มีอะไรจะได้คุยกันตรงๆ”
แสดงว่าในเรื่องศักดิ์ศรีคิดว่ากองทัพรับได้กับการมีผู้บังคับบัญชาเป็นสุภาพสตรี? พล.อ.สนธิ ตอบว่า “ผู้นำทางการเมืองไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาโดยแท้จริง เพียงแต่มีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายในภาพรวมภาพใหญ่เพื่อพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพให้มากขึ้น
ขณะเดียวกันกองทัพจะแสดงท่าทีปฏิเสธไม่ยอมรับเลยโดยอ้างประเพณีไม่เคยมีมาก่อนมันก็ไม่ได้ เพราะนี่คือระบอบประชาธิปไตยทุกคนต้องยอมรับ จะไม่ยอมรับเลยก็ไม่ถูก ทุกอย่างประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าอะไรเป็นอะไร”
ส่วนกรณีคลิปเสียงที่หลายฝ่ายต่างวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกัน จะเป็นชนวนให้ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและรัฐบาลเกิดปัญหา หลังจากมีเนื้อหาบอกเป็นนัยว่าการล้างบางกองทัพจะมีขึ้นภายหลังเกษียณอายุราชการในปี 2557 พล.อ.สนธิ ให้ทัศนะแบบติดตลกสั้นๆ ว่า “ไม่มีทางเป็นไปได้หรอกเรื่องพวกนี้ ใครเขาจะมาพูด ผมว่ามาจากการพูดเล่นพูดหัวกันมากกว่า ไม่มีใครพูดกันหรอก ใครจะมาเปิดหน้าไพ่ตัวเอง”
ถึงกระนั้น แม้ว่าโดยรวมแล้ว พล.อ.สนธิ จะมั่นใจอย่างหนักแน่นว่าไม่มีทางที่การรัฐประหารจะเกิดขึ้นได้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาลยังเป็นไปด้วยดี ทว่าอดีต ผบ.ทบ.คนนี้ฝากข้อความในทำนองให้คำแนะนำกึ่งตักเตือนรัฐบาลว่า ต่อให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่ควรยุ่งกับกองทัพ คือ การแต่งตั้งโยกย้ายกำลังพล
“การแต่งตั้งโยกย้ายกำลังพลในกองทัพ ถ้าเกิดรัฐบาลไปแทรกแซงมากๆ จะทำให้สายการบังคับบัญชามันไม่ดี เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำ กองทัพมีหน้าที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญ คือ กองทัพต้องให้ความเป็นธรรมกับกำลังพลของตัวเอง เช่น ใครที่ควรได้เป็นก็ควรให้เป็น ถ้ากองทัพไม่ให้ตรงนี้ กองทัพจะเกิดความกระเพื่อม”
ก่อนจบการสนทนา อดีตประธาน คมช.ย้ำหนักแน่นอีกครั้งถึงความเป็นไปได้ยากที่จะเกิดการรัฐประหารว่า “อย่าไปฟังเรื่องพวกนี้มากนัก ผมว่าเลอะเทอะเปล่าๆ ตราบใดที่ทหารกับรัฐบาลยังสามารถรักษาระยะห่างได้ต่อๆ ไป นายกฯ ไปไหนกับ ผบ.เหล่าทัพ ไปไหนไปด้วย โอเคทุกอย่างมันก็ราบรื่น ทุกอย่างจะเดินหน้าได้ ทหารก็พร้อมช่วยสนับสนุนรัฐบาล เช่น การแก้ไขปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดน หรือการบรรเทาภัยพิบัติ”
“ขอให้เลิกพูดได้แล้ว ถ้ายิ่งไปพูดก็ยิ่งตอกย้ำยิ่งทำให้กระทบกระเทือนกับสังคมไทย และยิ่งจะเป็นการสร้างความหวาดระแวงให้เกิดขึ้น ขอให้ทุกฝ่ายเลิกพูดได้แล้ว ไม่งั้นบ้านเมืองเสียหาย เพราะเวลานี้ยังไม่เห็นมีปัจจัยอะไรที่ทำให้เห็นว่าสถานการณ์กำลังจะไม่ดี” พล.อ.สนธิ กล่าว







