
ปวงดอกไม้หายไปไหน?
วันก่อนพี่สาวในวงการสื่อมวลชนที่ผู้เขียนเคารพรักมากคนหนึ่งโทรศัพท์มาปรับทุกข์ว่า ยามที่บ้านเมืองวิกฤตทุกข์ร้อนสาหัสขนาดนี้
วันก่อนพี่สาวในวงการสื่อมวลชนที่ผู้เขียนเคารพรักมากคนหนึ่งโทรศัพท์มาปรับทุกข์ว่า ยามที่บ้านเมืองวิกฤตทุกข์ร้อนสาหัสขนาดนี้ ทำไมไม่มีนักวิชาการออกมาเคลื่อนไหวชี้นำสังคมให้เห็นผิดถูก หรือต่อต้านการข่มขืนบ้านเมืองของนักการเมืองชั่วๆ เช่น จัดอภิปรายทางวิชาการ ล่าลายเซ็นร่วมลงชื่อ ออกแถลงการณ์ หรือยื่นฎีกา ฯลฯ อย่างที่เคยทำมาเมื่อสมัยก่อนๆ หรือว่ากลัวจนหัวหด หรือเสวยสุขเอาตัวรอดกันหมดแล้ว หรือทอดทิ้งสังคมรอให้บ้านเมืองนี้ล่มจม!
เธอเอ่ยถึงชื่อนักวิชาการระดับศาสตราจารย์บางคนที่เดี๋ยวนี้เป็นประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ไม่มีบทบาทอะไรตามชื่อขององค์กร เอ่ยถึงปัญญาชนที่เป็นแกนนำของคนบางสีเสื้อที่เคยเกาะกระแสปรากฏเป็นข่าวๆ อยู่เสมอๆ แต่นี้กลับเงียบๆ หายไป เอ่ยถึงพวกตุลาการที่ถูกโจมตีและกระบวนการยุติธรรมที่กำลังถูกจ้องโค่นล้มทำลาย ทำไมจึงไม่ออกมาปกป้องสถาบันของตน เอ่ยถึงคนที่เคยประกาศว่า รักชาติบ้านเมือง รักพระมหากษัตริย์ ที่บัดนี้เงียบงัน น่าอดสู!
“Where have all the flowers gone?” ครับ“ปวงดอกไม้หายไปไหน?”
จากเพลงของ Peter, Paul และ Mary ที่ดังกระหึ่มเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ในยุคของการต่อต้านสงครามเวียดนาม ปวงบุปผาชนชาวเสรีนิยมที่เรียกว่า “ฮิปปี้” ร้องเพลงนี้กระหึ่มไปทุกซอกมุมเมือง เพื่อเรียกร้องให้คนออกมาประณามการกระทำของรัฐบาลอเมริกันที่แสนป่าเถื่อน ด้วยการใช้แสนยานุภาพทางกองทัพที่เหนือกว่าเป็นร้อยๆ เท่า ถล่มชนชาติผิวเหลืองอย่างเวียดกง พร้อมด้วยการต่อต้านนโยบายนำลูกหลานอเมริกันไปตาย โดยการทุ่มเทงบประมาณอย่างมหาศาลภายใต้ยุทธวิธีทางทหารที่ไร้มนุษยธรรม เช่น การใช้สารพิษ และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฯลฯ
ดอกไม้เหล่านั้นคือคนที่ไปตายในสงครามเวียดนาม ที่อาจจะเป็นลูกชาย สามี ญาติ หรือเพื่อนของพวกเรา (คนอเมริกัน) คนเหล่านั้นหายไปแต่ก็รู้ที่ไปหรือสาเหตุ นั่นก็คือสงครามที่เป็นไปเพราะความบ้าอำนาจของนักการเมืองและพ่อค้าอาวุธ(ที่อาจจะเรียกในสมัยนี้ว่าทุนสามานย์) ทว่าเพลงนี้กลับมีนัยสื่อไปถึงคนที่หลบๆ ซ่อนๆ ไม่ออกมาช่วยเหลือสังคมบ้านเมืองจึงมีการนำมาร้องกันกระหึ่มเพื่อกระตุ้นเตือนจิตวิญญาณที่สลบไสลชืดชาของคนอเมริกันส่วนมาก ให้ออกมาปกป้องลูกหลานสามี และญาติมิตรของตนที่ต้องออกไปตายในสงครามเวียดนามดังกล่าว
เพลงนี้มี 6 ท่อน ทุกท่อนจะขึ้นต้นถึงกลุ่มคนต่างๆ ว่าหายไปไหน “Where have all the .. gone?” ตรงกลางแต่ละท่อนกล่าวว่าคนเหล่านั้นหายไปนานเหลือเกิน “long time passing, long time ago?” ซ่อนนัยว่าเป็นการตั้งคำถามกับสังคมว่ามีใครให้คำตอบได้บ้าง แล้วลงท้ายทุกท่อนว่า “When will they ever learn?” แปลเป็นไทยว่า “เมื่อไหร่นะจะเรียนรู้ (จำใส่หัว) กันสักที?” คล้ายว่าเป็นการประณามพวกคนที่อยู่เฉยๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว หรือพวกชอบเอาตัวรอดหลบหนีปัญหา เสวยสุขอยู่บนความทุกข์ระทม (ของครอบครัวทหารที่ถูกเกณฑ์ไปตาย) และซากศพของทหารที่ล้มตายเหล่านั้น
เพลงนี้มักจะนำเสนอควบคู่กันกับเพลง “Blowing in the wind” ของ Bob Dylan กบฏนักร้องและคีตกวีขวางโลก ผู้ที่นักต่อต้านรัฐบาลนับถือเป็นศาสดาแห่งศาสนาของการปฏิวัติ โดยที่นำมาเป็นคำตอบแก่สิ่งที่หาคำตอบไม่ได้ ในความหมายที่แดกดันสุดๆ ว่า “มัน (คำตอบ) ลอย (หาย) ไปในสายลม” ที่เนื้อเพลงมีลีลากวีอันไพเราะ รำพึงรำพันถึงความเป็นไปของธรรมชาติทั้งหลาย เป็นต้นว่า ความเป็นมนุษย์ ทะเล ผืนทราย ภูเขา เช่น ในประโยคแรกที่ขึ้นต้นว่า “How many roads must a man walk down, before you call him a man?” ที่อาจแปลเป็นไทยในอารมณ์กวีแกลบๆ แบบผู้เขียนว่า “จรลีมากี่ถนน จึงเป็นคนที่ควรขาน” หรือในท่อนสุดท้ายที่ว่า “How many deaths will it take till he know, that too many people have died?” ที่กวีแกลบคนเดิมนี้แปลว่า “ต้องตายกันอีกกี่คาบ จึงจะทราบว่าทำไม (คนทั้งหลาย) ต้องตาย”
ครับ “คำตอบ (ที่ไม่รู้นั้น)อยู่ในสายลม The answer is blowin’ in the wind.”
ในการชุมนุมก่อนเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2551 ผู้เขียนกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.ศ.3 ที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ ในวันที่ 11 ผู้เขียนได้ไปร่วมชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ตอนนั้นได้เคลื่อนกลุ่มผู้ชุมนุมจากลานโพธิ์ไปที่สนามฟุตบอล เหตุที่ไปก็ไม่ได้เดือดร้อนกับเหตุการณ์บ้านเมืองอะไร แต่ทราบจากเพื่อนว่ามีวงดนตรีเพื่อชีวิตเล่นเพลงเพราะๆ มันๆ มากมาย ครั้นได้ไปฟังทั้งดนตรีและการปราศรัยก็เริ่มซึมซับบรรยากาศและรู้สึกเกลียดชัง “3 ทรราช” มากขึ้นเรื่อยๆที่สุดเมื่อมีการเคลื่อนม็อบก็เดินออกมาพร้อมกับคนเป็นแสนๆ จนถึงสวนจิตรฯ แต่ในเช้าวันที่ 14 ที่เขาให้เลิกขบวนผู้เขียนก็กลับบ้านมาทางด้านที่ไม่มีการปะทะกัน จึงปลอดภัย แต่ที่ผู้เขียนอยากย้ำถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นก็คือ “อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์”
ความทุกข์ร้อนของบ้านเมืองในขณะนี้ ถ้ามองในมุมของกวีก็ “ร้อนท่วมลามสามหล้า เพลิงผลาญเผาน้ำฟ้า ส่ำสัตว์โลกมนุษย์เป็นบ้า นรกกร่อนกลืนสวรรค์” ถ้าไปถามคนที่อยู่เฉยๆก็อาจจะได้รับคำตอบต่างๆ กัน แต่ผู้เขียนก็สงสัยเหมือนพี่สาวที่อ้างถึงข้างต้นนั้นเหมือนกันว่า ทำไมหนอคนที่ได้อาศัยแผ่นดินนี้เกิดแก่เจ็บตาย ทำไมจึงไม่ออกมาปกปักรักษาบ้านเมือง พี่สาวคนเดิมนี้ยังพูดด้วยความเศร้าใจอีกว่า ขนาดตนเองไม่มีสามีไม่มีลูก ยังเป็นห่วงอนาคตของคนรุ่นต่อๆ ไป แล้วคนที่มีลูกหลานไม่คิดหรือว่าลูกหลานของเขาจะอยู่กันต่อไปอย่างไรบนพื้นดินที่สกปรกและในสังคมที่โสโครก มีใครแยกแยะออกไหมว่า “อะไรดี อะไรชั่ว” ทำไมๆ และทำไม
ผู้เขียนมีคำตอบอยู่บางส่วน แต่ไม่รู้ว่าจะถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งผู้เขียนได้พูดออกสื่อที่เป็นวิทยากรประจำอยู่ 23 รายการว่า บางทีโลกสมัยใหม่อาจจะทำให้ทุกคนไม่จำเป็นต้องออกมาแสดงพลังต่อต้านตามท้องถนนเหมือนสมัยก่อนๆ เราอาจจะแสดงพลังนี้ได้ทุกเมื่อที่บ้าน ที่ออฟฟิศ ที่ไร่นา กลางทะเลและป่าเขา และบนยวดยานทุกชนิด นั่นก็คือ “มือถือ”และ “นิวมีเดีย”
วันก่อนผู้เขียนเปิดอ่านทวิตเตอร์ในกลุ่มที่ชอบคุยการเมือง มีผู้ที่ใช้นามแฝงว่า “คนห่วงเมืองห่วงบ้าน แต่ขี้คร้านเป็นขี้ข้าพวกแกนนำ” บอกว่า เขาเคยชอบออกม็อบมาก แต่เดี๋ยวนี้ม็อบทั้งหลายได้กลายเป็นเครื่องมือให้แก่พวกที่แสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง จึงขอนอนอยู่บ้านดีกว่า และจะต่อสู้แม้หน้าเว็บจะถูกปิดก็จะเปิดใหม่ไปเรื่อยๆ โดยฝากคำคมว่า “The actions are in our heads. The answers are in our hearts. And the ends are in our hands.” พร้อมกับแปลเป็นไทยว่า “คิดเหมือนกัน ใจตอบตรงกัน นำสู่จุดหมายปลายเดียวกัน”
ปลายทางที่หมายล้มล้างนักการเมืองเลวๆ







