posttoday
การเปรียบโมเดลธุรกิจผู้ผลิตไฟฟ้า

การเปรียบโมเดลธุรกิจผู้ผลิตไฟฟ้า

09 สิงหาคม 2556

เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีข้อสรุปการประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือไอพีพี (IPP) กว่า 5,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าครั้งใหญ่อีกครั้งของไทย แต่อย่าลืมว่า...นี่เป็นเพียงแค่ 15% ของกำลังผลิตที่ต้องเพิ่มเข้าระบบเพื่อให้ไทยมีไฟฟ้าพอใช้ในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า

เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีข้อสรุปการประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือไอพีพี (IPP) กว่า 5,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าครั้งใหญ่อีกครั้งของไทย แต่อย่าลืมว่า...นี่เป็นเพียงแค่ 15% ของกำลังผลิตที่ต้องเพิ่มเข้าระบบเพื่อให้ไทยมีไฟฟ้าพอใช้ในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า

แต่ในทางกลับกัน คงไม่ง่ายที่ภาครัฐจะสามารถเปิดประมูลครั้งใหญ่แบบนี้ได้อีกครั้งในอนาคตอันใกล้ เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่าการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในไทยต้องประสบกับกระแสต่อต้านที่มีความรุนแรงและเข้มข้นกว่าที่พบในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์

นั่นก็เพราะว่ามีตัวอย่างผลกระทบของโรงไฟฟ้าประเภทดังกล่าวต่อความเป็นอยู่ของประชากร ซึ่งได้เกิดขึ้นแล้วทั้งในและต่างประเทศ

เทรนด์การต่อต้านนี้ได้เกิดขึ้นมานานพอควร...ผู้ผลิตไฟฟ้าของไทยหลายรายได้มีการปรับตัวแล้วเพื่อให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่ “ไอพีพี” ไม่ใช่เซ็กเมนต์ที่โตอีกต่อไป

การปรับตัวของธุรกิจโรงไฟฟ้าของไทยเริ่มเห็นชัดมากขึ้น โดยสามารถแบ่งการปรับตัวออกเป็น 2 แบบด้วยกัน คือ แบบแรก...ลดขนาดและเปลี่ยนเชื้อเพลิง โดยหันไปจับกระแสการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและการสนับสนุนของภาครัฐในด้านพลังงานหมุนเวียน อีกแบบคือการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ นั่นหมายถึงการย้ายไปสร้าง “ไอพีพี” ในประเทศที่แรงต่อต้านน้อยกว่าไทย

การปรับตัวแบบแรก...ลดขนาดจาก “ไอพีพี” เป็น “เอสพีพี” หรือ “วีเอสพีพี” เกิดขึ้นมาแล้วในระยะหนึ่ง ด้วยศักยภาพในการเติบโตที่สูงกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไฟฟ้าที่ผลิตได้ไม่จำเป็นต้องประมูลขายเข้าระบบอย่างเดียว แต่ยังสามารถตั้งใกล้นิคมอุตสาหกรรมเพื่อขายให้ภาคการผลิตโดยตรงได้ด้วย ซึ่งถือเป็นโอกาสในการจับกระแสธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในไทยที่มีอัตราเติบโตสูงกว่า 20% ต่อปี ในขณะเดียวกันประโยชน์ที่ตามมาชัดเจนคือแรงต่อต้านมวลชนที่น้อยลง

เพราะในสายตาประชาชน นิคมอุตสาหกรรมเป็นบริเวณที่เหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว ส่วนการลงทุนแบบวีเอสพีพี หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมากจากพลังงานหมุนเวียน ก็เริ่มดึงดูดความสนใจจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่เนื่องจากแรงอุดหนุนภาครัฐ ถึงแม้ปัจจุบันนักลงทุนกว่าครึ่งยังเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นรายเล็กก็ตาม

การปรับตัวแบบที่สองกำลังเป็นเทรนด์เกิดใหม่ นั่นคือการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในต่างประเทศ สภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้อในการลงทุนแบบ “ไอพีพี” ในประเทศถือเป็นตัวเร่งให้ผู้ผลิตไฟฟ้าต้องเริ่มมองหาโอกาสในต่างประเทศแทน สำหรับผู้ประกอบการแล้ว...แน่นอนว่าการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ย่อมได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าจากความประหยัดต่อขนาด แต่นอกจากแรงกดดันด้านโอกาสการลงทุนในประเทศที่แคบลงแล้ว แรงดึงดูดจากข้างนอกก็มีมหาศาล โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่กำลัง “กระหาย” พลังงานจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อมารองรับภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดด รวมถึงการพัฒนาสู่ความเป็นเมืองที่ทำให้ความเข้มข้นของการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ด้วยการเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนหลักหมื่นล้านบาทต่อโครงการ การปักหมุดเลือกประเทศจึงมักต้องมีกลยุทธ์ชัดเจนเพื่อลดความเสี่ยง เริ่มจากการวิเคราะห์หาศักยภาพตลาดว่ามีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติประเภทใดอยู่มาก รวมทั้งพิจารณาถึงโครงสร้างสัญญา ราคารับซื้อไฟฟ้าและกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งจะกลายเป็นผลตอบแทนการลงทุนในอนาคต

อย่าลืมว่า...การเฟ้นหาพันธมิตรทางธุรกิจตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตก็มีความสำคัญในการเข้ามาช่วยเติมเต็มความรู้ด้านเทคโนโลยี กฎเกณฑ์ที่ดินสิ่งปลูกสร้าง กฎระเบียบการลงทุน และการเจรจากับภาครัฐหรือผู้รับซื้อภาคอุตสาหกรรมเพื่อไม่ให้โครงการล่าช้า

ตลาดใกล้ตัวคือเมียนมาร์และ สปป.ลาว เมียนมาร์อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งถ่านหินและก๊าซ อีกทั้งยังมีแม่น้ำสาละวินที่เหมาะแก่การสร้างเขื่อน ยิ่งหากนับรวมพลังโซลาร์ พลังลม และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเข้าไปด้วยแล้ว พบว่าเมียนมาร์มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 40,000 เมกะวัตต์ ส่วนลาวก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยได้ถูกขนานนามว่าเป็น “แบตเตอรี่แห่งอาเซียน” เพราะพลังน้ำจากเขื่อนตามแม่น้ำโขงเพียงสายเดียวสามารถผลิตไฟฟ้าป้อนให้แก่ภูมิภาคของเราได้ไม่น้อยกว่า 26,000 เมกะวัตต์ EIC มองว่าข้อดีของการลงทุนในประเทศใกล้บ้าน คือมีทางเลือกในการขายไฟฟ้าได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือนิคมอุตสาหกรรมของประเทศนั้นๆ หรือผู้ประกอบการอาจเลือกขายกลับไทย รวมถึงป้อนให้นิคมอุตสาหกรรมบริเวณชายแดนก็ทำได้

ข้อแตกต่างของตลาดเมียนมาร์และลาวเมื่อเทียบกับตลาดที่พัฒนาแล้วคือ จะต้องพึงระวังถึงความไม่ชัดเจนหรือไม่รัดกุมของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือพีพีเอ (PPA) ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของโครงสร้างธุรกิจไฟฟ้าที่ยังไม่ได้พัฒนาเต็มที่ ในทางตรงกันข้าม การลงทุนในประเทศที่มีระบบผลิตไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้วทำให้ผู้ประกอบการหมดห่วงในเรื่องความเสี่ยงของการดำเนินการไปได้มาก แต่ประเทศเหล่านี้อาจมีจุดอิ่มตัวในเชิงของความต้องการไฟฟ้า โอกาสของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ก็อาจลดน้อยลงโดยปริยาย นอกจากกรณีของยุโรปที่ตัดสินใจทยอยปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายหลังเหตุการณ์ฟูกุชิมาและหันมากระตุ้นการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ประเภทอื่นอีกครั้ง จึงกลายเป็นโอกาสที่น่าศึกษาและจับตามอง แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในตลาดพัฒนาแล้วคือราคาค่าไฟฟ้ามักเป็นราคาที่อิงราคาซื้อขายไฟฟ้าในตลาด ทำให้รายได้มีความผันผวนและกลับกลายเป็นความเสี่ยงได้เช่นกัน

ธุรกิจไฟฟ้าจากธุรกิจที่ไม่หวือหวา ได้กลายเป็นธุรกิจที่มีตัวแปรหลากหลาย ซึ่งต่างกำหนดทิศทางการลงทุนของผู้ประกอบการ จากที่ต้องคอยจับตานโยบายภาครัฐเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันต้องมีการติดตามแนวโน้มการเติบโตของภาคการผลิตของประเทศควบคู่ไปด้วย ยิ่งหากเป็นโมเดลการลงทุนต่างประเทศยิ่งมีตัวแปรเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ด้วยความเสี่ยงเชิงธุรกิจที่มีมากขึ้นและกรอบการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น และจะกลายเป็นผู้นำตลาดของธุรกิจนี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ