
ปชป.วอร์มมวลชนรอจังหวะสุกงอม
จบยกแรกไปแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น!!! เมื่อ “ประชาธิปัตย์” ตัดสินใจเบรกเกมรุก รักษาท่าที ไม่นำมวลชนเดินเท้าฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
จบยกแรกไปแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น!!!
เมื่อ “ประชาธิปัตย์” ตัดสินใจเบรกเกมรุก รักษาท่าที ไม่นำมวลชนเดินเท้าฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ เข้าไปยังพื้นที่ปิดกั้นหน้าอาคารรัฐสภา ตามความตั้งใจเดิม ซึ่งจะพามวลชนไปติดตามรับฟังการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
การปลุกกระแสมวลชนรอบนี้ จึงจบลงเพียงแค่การเดินทางจากเวทีผ่าความจริง บริเวณแยกอุรุพงษ์ มาร่วมส่ง สส.ประชาธิปัตย์เข้าสภา เพื่อทำหน้าที่อภิปรายฯ คัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน เพื่อรอนัดหมายครั้งต่อไป
แม้จะทำให้ “มวลชน” ต้องอารมณ์ค้างไปบ้าง แต่การตัดสินใจเดินเกมประนีประนอม ไม่ผลีผลาม บุ่มบ่าม ประเมินว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานการณ์ยังไม่ “สุกงอม” เพียงพอที่จะเปิดเกมรุกแบบสุดลิ่มทิ่มประตู
เพราะภารกิจสำคัญเวลานี้ยังต้องให้น้ำหนักไปกับการอภิปรายในสภา ชำแหละแง่มุมเบื้องหน้าเบื้องหลัง สิ่งที่หมกเม็ดอยู่ในกฎหมาย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนคัดค้านเต็มตัวทั้งในและนอกสภา
และดูจะเป็นเวทีที่ประชาธิปัตย์ถนัดทั้งในแง่มุมความเขี้ยว ลีลาการเมือง ที่เปิดเกมคัดค้านทุกรูปแบบจนกระบวนการการพิจารณาปั่นป่วน
อีกด้านหนึ่งเป็นเพราะประชาธิปัตย์ ยังต้องการแสดงให้เห็นถึงการชุมนุมโดยสงบ สันติปราศจากอาวุธ ตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญระบุ เพื่อเปรียบเทียบกับการชุมนุมของเสื้อแดงที่ผ่านๆ มา และยังหวังผลต่อไปถึงการปลุกมวลชนรอบหน้า ที่หากยึดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ คงไม่มีเหตุผลจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ
รวมไปถึงการงัดข้อกฎหมายขึ้นมาจัดการกับผู้ออกคำสั่งไม่ให้ประชาชนเข้าพื้นที่ ซึ่งถือเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญที่ใหญ่กว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ
แต่กระนั้นบางมุมยังมองว่าสาเหตุที่ต้องยอมจำนน ต่อคำสั่งเจ้าหน้าที่ไม่นำมวลชนข้ามเข้าไปยังพื้นที่ปิดกั้น เป็นเพราะจำนวนมวลชนที่ยังไม่มากพอจะคิดการใหญ่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของการถูกสกัดระหว่างทาง หรือกระแสที่ยังจุดไม่ติด
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงแค่ “ยกแรก” ไม่จำเป็นที่ประชาธิปัตย์จะต้องรีบผลีผลาม ยิ่งอ่านเกมเวลานี้คงต้องให้น้ำหนักในการใช้เวทีสภา ถล่มเงื่อนงำของกฎหมายนิรโทษกรรม พร้อมเปิดเกมยื้อไปเรื่อยๆ แม้สุดท้ายจะสู้เสียงข้างมากไม่ได้ก็ตาม
ประเด็นสำคัญคือ ขอบเขตของผู้ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมที่ยังคลุมเครือ เมื่อมาตรา 3 วรรค 2 กำหนดขอบเขตการนิรโทษกรรม ไม่รวมถึงการกระทำของ “ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ หรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง”
ที่ฝ่ายค้านต้องการเข้าไปแก้ไข เพื่อตีกรอบให้ชัดเจน “รัดกุม” ว่า “แกนนำ” ไปจนถึง “คนแดนไกล” จะไม่ได้รับอานิสงส์ล้างผิดแน่นอน
รวมไปถึงโทษจากคดีอาญา คดีเผาบ้านเผาเมือง คดีฆ่าคนตาย คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ฝ่ายค้านเห็นว่าไม่ควรจะได้รับการนิรโทษกรรม ที่จะต้องทำให้เกิดความชัดเจนมากกว่านิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง รวมไปถึงข้อทักท้วงจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่ไม่เห็นด้วยกับการนิโทษกรรม ในความผิดเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน
หากกรรมาธิการเสียงข้างมากยังดึงดันไม่ยอมตีกรอบขอบเขตการนิรโทษกรรมให้รัดกุมเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เนื้อหาส่วนนี้ย่อมเป็น “เงื่อนไข” ที่จะนำไปขยายผล เพิ่มน้ำหนัก ปลุกแรงต้านให้ออกมาเคลื่อนไหวหลังจบสิ้นกระบวนการวาระ 3
แต่ใช่ว่าการปลุกกระแสมวลชนรอบนี้จะสูญเปล่า เพราะระหว่างนี้ ประชาธิปัตย์ยังคงต้องเลี้ยงกระแสคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมนอกสภา ด้วยการเปิดเวทีผ่าความจริงต่อเนื่อง ไปเรื่อยๆ ควบคู่กับการพิจารณากฎหมายในสภา
ระหว่างนี้ยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวของกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่ถือเป็นอีกแนวร่วม ซึ่งประกาศตัวคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ และเปิดตัวเตรียมเคลื่อนไหวภายใต้การนำของ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ แต่ทำไปทำมากลับเริ่มแผ่วปลาย
ขณะที่แนวร่วมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากขาว หน้ากากหนุมาน เสื้อหลากสี กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ไทยสปริง ยังไม่เหนียวแน่นเพียงพอที่จะสร้างพลังการเคลื่อนไหว
ช่วงเวลาที่ประชาธิปัตย์ทุ่มน้ำหนักมายังบทบาทในสภา เพื่อต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม จึงเป็นช่วงเวลาที่จะใช่ระดมมวลชน เตรียมความพร้อมให้ทุกกลุ่มที่เป็นแนวร่วม ออกมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงเมื่อถึงเวลา
เพราะหากถึงวันนั้นจริงลำพังแค่ฐานเสียงประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะพื้นที่ กทม.ที่สามารถเอาชนะในศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้กว่า 1 ล้านเสียงนั้น หากจะระดมมวลชนกันออกมาคัดค้านกฎหมายฉบับนี้จริงๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง
การชิมลางวอร์มอัพมวลชนรอบนี้ของประชาธิปัตย์ แม้จะเป็นเพียงแค่การขยับแบบพอหอมปากหอมคอ แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณเตรียมพร้อมเปิดศึกนอกสภาเต็มที่เต็มตัว โดยเฉพาะในจังหวะเวลาที่สุกงอมเพียงพอ ที่เสียงนกหวีดจะดังขึ้น







