posttoday

อดีตสหายร่วมรำลึก48ปีเสียงปืนแตก

07 สิงหาคม 2556

อดีตสหายจัดงานรำลึกครอบรอบ 48 ปี สงครามประชาชนหมู่บ้านเสียงปืนแตก

อดีตสหายจัดงานรำลึกครอบรอบ 48   ปี สงครามประชาชนหมู่บ้านเสียงปืนแตก

นายอติชาต  อุณหเลขกะ  นายอำเภอเรณูนคร  จ.นครพนม  พร้อมด้วย  นายชม  แสนมิตร อดีตสหายตั้ง  ชาวบ้านนาบัว หมู่ 5 ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร  นายวิเศษ  สุขรี  นายกองค์การบริหารส่วนตำบล( อบต.)โคกหินแฮ่  นายสุรศักดิ์  จิตมาตย์  ผู้ใหญ่บ้านนาบัวหมู่ 5 นายสำราญ  แสนมิตร ส.อบต. หมู่ 5  นายสาคร  จิตมาตย์  ผู้ใหญ่บ้านหมู่  13  นายพิมพ์ศักดิ์  จิตมาตย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14  ร่วมกับชาวบ้านตลอดทั้งตัวแทนอดีตสหายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ร่วมกันจัดกิจกรรมงานรำลึกประวัติศาสตร์ ครบ 48 ปี  หมู่บ้านนาบัววันเสียงปืนแตก ที่วัดบ้านนาบัว ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม เนื่องจากบ้านนาบัวเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้สงครามประชาชน เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2508 ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน ในฐานะพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย    หรือที่ถูกเรียกว่ากลุ่มสหายดาวแดง
 
ทั้งนี้ที่มาจากสาเหตุของการแตกแยกทางความคิดทางการเมือง และแฝงด้วยการแย่งชิงอำนาจเพื่อการปกครองทางบ้านเมือง ทำให้ประชาชนบางส่วนใหญ่ตัดสินใจเข้าป่าถืออาวุธต่อสู้กับอำนาจรัฐ  จนเกิดการสูญเสียเลือดเนื้อชีวิตทั้ง 2 ฝ่าย  โดยมีการต่อสู้ยืดเยื้อเป็นเวลากว่า 20 ปี  ทำให้หมู่บ้านนาบัว กลายเป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน  รวมถึงพื้นที่ติดต่อ คือ อ.นาแก ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงที่มีการเคลื่อนไหว และเป็นฐานทัพที่มั่นสำคัญของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่มีการต่อสู้กับทหาร จนเป็นที่มาของการก่อตั้ง อนุสรณ์สถานแห่งความสงบบริเวณฐานทัพภูพานน้อย ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม หลังเหตุการณ์สงบไว้เป็นที่เตือนใจของชาวไทยให้มีความรู้รักสามัคคี มาถึงปัจจุบัน  
 
สำหรับสมาชิกอดีตสหาย และชาวบ้าน จึงได้ร่วมกันจัดงานรำลึกวันเสียงปืนแตก ขึ้นในเดือนส.ค.ของทุกปี ซึ่งปี 2544 จัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 12  เพื่อเป็นการรำลึกถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน ให้สังคม รวมถึงเยาวชนลูกหลานได้รับรู้ และศึกษาประวัติศาสตร์  ให้มีจิตสำนึกหันมาหวงแหน เกิดความสามัคคีในประเทศชาติ  สำหรับกิจกรรมในงานรำลึก จะเริ่มจากมีการประกอบพิธีทางศาสนา ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ รวมถึงการจัดกิจกรรมเสวนาประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนเพื่อเอกราชประชาธิปไตย   การแสดงดนตรีบทเพลงเพื่อชีวิต ตำนานการต้อสู้ของอดีตสหาย  การจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์บ้านนาบัว  และเปิดให้ชมศูนย์เรียนรู้ที่ยังเก็บรวบรวมประวัติศาสตร์ รวมถึงอุปกรณ์การดำรงชีพ ของกลุ่มสหายในอดีต  มีบรรดา นักเรียน นักศึกษา จากสถาบันการศึกษาต่างๆ เดินทางมาร่วมกิจกรรม และศึกษาประวัติศาสตร์ ความเป็นมา   ซึ่งในครั้งนี้ทางกลุ่มสหายได้ออกมาวิงวอนให้ตนในชาติเลิกแบ่งฝ่าย แบ่งสี หันมาสร้างความสามัคคีในประเทศชาติ ยุติการต่อสู้ทำร้ายกันเอง เพราะปัจจุบันยังแก่งแย่งชิงกันเองเพื่อประโยชน์ส่วนตนไม่ใช่ทำเพื่อบ้านเมือง
 
ด้านนายชม  แสนมิตร  อดีตสหายตั้ง  แกนนำชาวบ้านนาบัว หมู่ 5 ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร  กล่าวว่า  สำหรับวันที่ 7 ส.ค.ของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญของชาวบ้านนาบัว  รวมถึงเพื่อนสหาย ที่เคยร่วมกันต่อสู้ เอาชีวิตเลือดเนื้อแลกมาซึ่งประชาธิปไตยในยุคที่เกิดความแตกแยกทางความคิดระหว่างประชาชน กับรัฐบาล หรือ ที่เรียกกันว่า ยุคคอมมิวนิสต์  เนื่องจากบ้านนาบัว ถือเป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญ เพราะเป็นจุดแรกที่เกิดแตกหัก เป็นที่มาของหมู่บ้านเสียงปืนแตก จุดเริ่มต้นของการต่อสู้ของประชาชนกับทหาร ทำให้มีวีระชนพลีชีพ ก่อนลุกลามบานปลายเป็นสงครามประชาชน เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2508  ทำให้ทุกปีได้ร่วมกันจัดงานรำลึกขึ้นเพื่อไว้อาลัยแด่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นสิ่งเตือนใจให้ชนรุ่นหลังได้เกิดความสามัคคีในประเทศชาติ
 
"ผมถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เคยร่วมเคลื่อนไหวเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์  ทำงานดูแลมวลชน เข้าป่ามานานเกือบ 20 ปี ซึ่งเป้าหมายสำคัญในยุคนั้นต้องการที่จะเรียกร้องให้ทางรัฐบาลมาดูแลทุกข์สุขอย่างจริงจัง  ยุติการใช้อำนาจรุนแรง  ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย  เป็นที่มาของการต่อสู้เพื่อแลกเอาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ตามอุดมการณ์ของประชาชน  จนเกิดความสูญเสียเลือดเนื้อชีวิต  และสิ้นสุดลงภายใต้คำสั่งที่ 66/2523  ภายในยุครัฐบาลของ พล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์  ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน ยอมวางอาวุธมาร่วมพัฒนาประเทศชาติ  มาถึงวันนี้ไม่อยากให้สิ่งเลวร้ายที่ผ่านมาเกิดขึ้นกับประเทศไทยอีก  แต่ยังมีความกังวลเนื่องจากมองว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้จริง ตามที่เคยเรียกร้อง  อีกทั้งประเทศไทยยังมีความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งที่ประชาชนยังมีความลำบากอีกจำนวนมาก  ดังนั้นอยากฝากวิงวอนไปยังรัฐบาล รวมถึงผู้มีอำนาจ หันมาร่วมมือกันพัฒนาประเทศ ดูแลประชาชนอย่างจริงจัง"นายชม กล่าว

ข่าวล่าสุด

อินเดียยกเลิกแนวคิดบังคับติดตั้งแอป Aadhaar บนสมาร์ทโฟน