posttoday
เอกชนติงรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจช้าเกินไป

เอกชนติงรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจช้าเกินไป

07 สิงหาคม 2556

มาตรการ 4 ด้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ ในมุมมองของเอกชนมีหลากหลาย โดย พิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่าเปิดเผยว่า การที่ภาครัฐออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้ ถือว่าช้าเกินไป แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไร เพราะเศรษฐกิจครึ่งปีแรกไม่ดีเลย ส่งออกโตกว่า 1% เท่านั้น

มาตรการ 4 ด้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ ในมุมมองของเอกชนมีหลากหลาย โดย พิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่าเปิดเผยว่า การที่ภาครัฐออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้ ถือว่าช้าเกินไป แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไร เพราะเศรษฐกิจครึ่งปีแรกไม่ดีเลย ส่งออกโตกว่า 1% เท่านั้น

“การเสนอดึงงบกลางของนายกฯ ถือว่าถูกต้อง เพราะคณะบินไปต่างประเทศบ่อยเกินไป ส่วนการกระตุ้นแพ็กเกจท่องเที่ยว รัฐบาลเดินแนวทางที่ถูกต้องแล้ว นาทีนี้ต้องพึ่งพาท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างเดียว แต่มองว่าควรต้องกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศด้วย” พิพัฒ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากมีการชุมนุมการเมืองที่รุนแรง 2-3 วันนี้ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวซบเซาลงทันที และเศรษฐกิจไทยจะกลับไปแย่เหมือนเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพีโตไม่ถึง 4% ตามเป้าหมาย

กนก สุวรรณวิสูตร ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมดิเอ็มเพรส เชียงใหม่ กล่าวว่า มาตรการให้เอกชนที่จัดประชุมสัมมนานำค่าใช้จ่ายหักภาษีได้ 2 เท่า น่าจะมีส่วนกระตุ้นให้เอกชนมาจัดประชุมสัมมนามากขึ้น ส่วนการให้นำค่าใช้จ่ายการก่อสร้างหรือปรับปรุงโรงแรมไปหักลดหย่อนได้นั้น มองว่าจะทำให้โรงแรมขนาดเล็กที่ไม่ค่อยปรับปรุงโรงแรม มีแรงจูงใจลงทุนปรับปรุงโรงแรมมากขึ้น ขณะที่โรงแรมขนาด 4-5 ดาว ซึ่งเป็นโรงแรมขนาดใหญ่และโดยปกติปรับปรุงโรงแรมเป็นประจำอยู่แล้ว ก็คงจะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้แน่นอน

กฤษณ์ ประธานราษฎร์นิกร กรรมการผู้จัดการ โรงแรมเพรสซิเด้นท์ หาดใหญ่ กล่าวว่า มาตรการด้านการก่อสร้างหรือปรับปรุงโรงแรมน่าจะจูงใจให้ผู้ประกอบการอยากปรับปรุงโรงแรมมากขึ้น ส่วนมาตรการสนับสนุนเอกชนประชุมสัมมนา คงจะเป็นประโยชน์กับโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีห้องประชุมสัมมนาให้บริการมากกว่า แต่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับโรงแรมเล็กๆ

อย่างไรก็ตามหากเป็นไปได้ หากรัฐออกมาตรการสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) สำหรับผู้ประกอบการโรงแรมใช้เป็นทุนหมุนเวียนธุรกิจ เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนค่าแรง 300 บาท น่าจะตรงจุดมากกว่า แม้ว่าที่ผ่านมารัฐจะเคยปล่อยซอฟท์โลนผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(เอสเอ็มอีแบงก์) แต่ก็ไม่ตอบโจทย์นัก เพราะขั้นตอนยุ่งยาก และเอสเอ็มอีแบงก์ไม่เข้าใจธรรมชาติธุรกิจท่องเที่ยวอย่างแท้จริง และหากเป็นไปได้อยากให้ภาครัฐพิจารณาเพิ่มค่ากาแฟ อาหารว่าง ของหน่วยงานภาครัฐที่มาใช้บริการโรงแรมด้วย เพราะอัตราที่ให้อยู่ในปัจจุบันต่ำมาก

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โฮเต็ลแอนด์รีสอร์ทสไตล์ลิช บริษัทรับบริหารโรงแรม กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาน่าจะเป็นประโยชน์กับโรงแรมขนาดใหญ่มากกว่า โรงแรมขนาดเล็ก เพราะโรงแรมขนาดเล็ก ไม่เกิน 80100 ห้อง ไม่ปรับปรุงบ่อย เนื่องจากงบประมาณน้อย และไม่ได้รับตลาดประชุมสัมมนา แต่มาตรการลดค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจโรงแรมจาก 80 บาทต่อห้อง เหลือ 40 บาทต่อห้อง 3 ปี เพื่อลดผลกระทบค่าแรง 300 บาทนั้น เป็นประโยชน์มาก น่าจะจูงใจโรงแรมที่ไม่ยอมขอใบอนุญาตถูกกฎหมาย เพราะกังวลต้นทุนเรื่องนี้ ยอมจดทะเบียนถูกต้องมากขึ้น และหากเป็นไปได้ ควรลดเหลือระดับนี้ในระยะยาว เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาทำธุรกิจโรงแรม จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย

นายอาณัติ เมฆไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป กล่าวว่า การออกมาประกาศเทงบก้อนโต เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจถือเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เพราะจะทำให้เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติไหลเข้าประเทศไทย และทำให้ผู้บริโภคไทยรายได้ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกคนออกมาช่วยกันทำในสิ่งดีๆ เพื่อช่วยรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งบริษัทก็มีการใช้งบลงทุนปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทในการขยายธุรกิจ นำมาซึ่งการสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน

นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ กล่าวว่า การออกมาประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐคงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งผู้ที่น่าจะได้รับผลดีจากมาตรการดังกล่าวน่าจะเป็นกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า และเอสเอ็มอี เนื่องจากจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกน่าจะได้รับผลดีเป็นลำดับถัดไป

ทั้งนี้ ในด้านของภาคเอกชนก็มีการออกมาใช้งบการลงทุน เพื่อช่วยเหลือภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่จะลงทุนมากหรือน้อยคงต้องขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ซึ่งหากความเชื่อเชื่อมั่นลดการลงทุนก็อาจชะลอไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ซึ่งในส่วนของบริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจคงไม่ได้ผลปีนี้ แต่จะได้ผลปีหน้ามากกว่า แต่มองว่ารัฐบาลคงเห็นว่าออกนโยบายออกมาดีกว่าไม่มีนโยบาย เพราะหลายสำนักวิจัยต่างปรับลดประมาณการเศรษฐกิจหลายครั้ง

เชาว์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการเบิกจ่ายงบประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท และเงินกู้น้ำ 3.5 แสนล้านบาท แต่กระบวนการทั้งหมดต้องเข้าสู่สภา จึงต้องใช้เวลา ขณะที่ 2 เรื่องนี้ยังติดกลไกทางกฎหมายที่ต้องมีการตีความ ซึ่งมองว่าผลกระทบอาจต่อเนื่องถึงปีหน้า

อย่างไรก็ดีปัจจัยเศรษฐกิจที่เหลือ 2 ปีนี้ คือ 1.อัตราการส่งออก คาดว่าทั้งปีอยู่ที่ 4% แต่ 6 เดือนแรกการส่งออกเติบโตเพียง 2% จึงต้องติดตามครึ่งปีหลัง และ2. สถานการณ์การเมืองในช่วง 12 เดือนนี้จะเป็นช่วงสำคัญ ซึ่งตรงกับช่วงท้ายปีงบประมาณ อยู่ในช่วงปฎิทินทางการคลัง ขณะที่ไตรมาสสุดท้ายต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก