posttoday
วางระเบิดเศรษฐกิจ"ซุกหนี้ประชานิยม"

วางระเบิดเศรษฐกิจ"ซุกหนี้ประชานิยม"

07 สิงหาคม 2556

เป็นเรื่องที่รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปแล้วว่าการดำเนินโครงการประชานิยมลดแลกแจกแถมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างหนี้ก้อนโตซุกไว้ในแบงก์รัฐจำนวนมหาศาล

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

เป็นเรื่องที่รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปแล้วว่าการดำเนินโครงการประชานิยมลดแลกแจกแถมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างหนี้ก้อนโตซุกไว้ในแบงก์รัฐจำนวนมหาศาล

จากผลการศึกษาด้านวิชาการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลังที่ได้ทำการศึกษาและวิจัยผลงานทางวิชาการเรื่อง “ความเสี่ยงทางการคลังจากการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ” ซึ่งสาระสำคัญระบุว่า การดำเนินนโยบายกึ่งการคลังให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 8 แห่ง ปล่อยสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยแยกบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (PSA) ตั้งแต่ปี 25432556 จำนวน 38 โครงการ ทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเป็นเม็ดเงินกว่า 2.46 ล้านล้านบาท

การดำเนินนโยบายดังกล่าวทำให้รัฐบาลมีภาระตั้งงบชดเชยในปีงบประมาณ 2556-2557 เป็นเงินกว่า 1.26 ล้านล้านบาท โดยภาระส่วนชดเชยส่วนใหญ่เกิดจากการดำเนินโครงการแทรกแซงราคาผลผลิตทางการเกษตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คิดเป็น 97% ของภาระชดเชยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะโครงการรับจำนำของรัฐบาล ซึ่งหากคิดแค่เฉพาะโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 3 ฤดูกาลแรกของรัฐบาลนี้ ต้องใช้เงินชดเชย 7.49 แสนล้านบาท

สศค.ยังประเมินเจาะลึกโครงการรับจำข้าวว่า หากรัฐบาลยังจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคา 1.5 หมื่นบาทต่อตัน แต่จำกัดไม่เกิน 5 แสนบาทต่อครัวเรือน ไปจนถึงปี 2562 จะทำให้เกิดภาระทางการคลังที่ต้องชดเชยให้กับแบงก์รัฐในช่วงปี 2558-2562 อยู่ที่ปีละ 1.62.3 แสนล้านบาท หรือรวมในช่วง 10 ปี ตั้งแต่ 2553-2562 เป็นเงินถึง 1.3 ล้านล้านบาท

สาเหตุที่ต้องชดเชยโครงการรับจำนำข้าวสูง เพราะการดำเนินงานมีผลขาดทุนเสียหายมาก โดย สศค.ประเมินว่าโครงการรับจำนำข้าวนาปี 2554/2555 ขาดทุนกว่า 2.69 แสนล้านบาท ส่วนโครงการรับจำนำข้าวนาปรัง 2555ขาดทุน 2.4 แสนล้านบาท และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2555/2556 รอบที่ 1 ขาดทุน 2.4 แสนล้านบาท

ตัวเลขผลขาดทุนที่ สศค.ทำการศึกษาออกมาใกล้เคียงกับของคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำที่มี สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ที่ระบุว่าโครงการรับจำนำข้าวในปีแรกจะมีผลขาดทุนสูงถึง 2.6 แสนล้านบาท แต่โดนการเมืองบีบให้ลดผลขาดทุนเหลือ 1.6 แสนล้านบาท โดยให้มีการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวถึงวันที่ 31 ม.ค. 2556

ขณะที่การปิดบัญชีโครงการรับจำนำล่าสุดจนถึงวันที่ 31 พ.ค. 2556 ก็ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากยังไม่ได้รับข้อมูลการรับจำนำข้าวจากองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ซึ่งทั้งสองหน่วยงานแจ้งว่าจะส่งให้ภายในวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่ได้ส่งให้ตามกำหนดทำให้ล่าช้ามาถึง 2 เดือนแล้ว ยังไม่รู้ว่าผลขาดทุนล่าสุดมีจำนวนเท่าไร

จากข้อมูลของ สศค. แสดงให้เห็นว่า การดำเนินนโยบายประชานิยมของฝ่ายการเมือง ทำให้เกิดหนี้นอกงบประมาณกับประเทศที่ซุกไว้ในแบงก์รัฐจำนวนมาก เฉพาะการบริหารของรัฐบาลในชุดปัจจุบัน

เพราะ สศค. ระบุว่า ในช่วงปี 2543-2553 รัฐบาลมีภาระชดเชยให้กับแบงก์รัฐปีละ 1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1% ของภาระงบประมาณรายจ่าย แต่ในปี 2554-2557 จะมีภาระชดเชยสูงขึ้นเป็น 59 หมื่นล้านบาทต่อปี คิดเป็น24% งบประมาณรายจ่าย และตั้งแต่ปี 2558-2562 มีภาระชดเชยก้าวกระโดดเป็น 1.52 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็น 5.86.4% ของงบประมาณรายจ่าย

ภาระการคลังดังกล่าวเป็นหลุมระเบิดเวลาเศรษฐกิจไทย เพราะทำให้รัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลังได้ หากเศรษฐกิจยังหัวทิ่มอย่างในปัจจุบัน จนทำให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลมีปัญหาต่ำกว่าเป้า จนในที่สุดมีรายได้ไม่พอจ่ายหนี้ ฐานะการคลังของประเทศจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ

การซุกหนี้ก้อนโตทำให้เกิดภาพลวงทางเศรษฐกิจ โดยเฉาะหนี้ที่แท้จริงของประเทศ โดยรัฐบาลพยายามจะอ้างว่าปัจจุบันประเทศมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 44% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถือเป็นอัตราที่ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี แม้ว่ารัฐบาลจะกู้เงินจากการออก พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ในช่วง 7 ปี หนี้สาธารณะก็ยังไม่เกิน 50% ของจีดีพี

แต่ในความเป็นจริงหากรัฐบาลรวมหนี้จากการดำเนินโครงการประชานิยมที่ซุกไว้ในแบงก์รัฐอีก 2.46 ล้านล้านบาท รวมกับหนี้สาธารณะปัจจุบัน จะเห็นว่ายอดหนี้จะสูงถึง 7.5 ล้านล้านบาท สูงเกินกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไม่เกิน 60% ต่อจีดีพีไปแล้ว

ยิ่งหากรวมวงเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท และออก พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท หนี้ของไทยจะพุงสูง 70-80% ต่อจีดีพี ตามที่นักวิชาการจำนวนมากแสดงความเป็นห่วงก่อนหน้านี้

ในแง่ของกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ด้านภาระการชำระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายที่ต้องไม่เกิน 15% ก็ถือว่าไปไม่รอดเหมือนกันหากนับภาระที่ต้องชดเชยหนี้ที่ซุกไว้ในแบงก์รัฐ

โดยที่ผ่านมาภาระชำระหนี้ก็มีปัญหาเกินเพดาน 15% ของงบประมาณรายจ่าย เป็นเหตุให้รัฐบาลโอนภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.1 ล้านล้านบาท ทั้งต้นและดอกเบี้ยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้รับผิดชอบเก็บเงินค่าต๋งเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์มาชำระปีละ 67 หมื่นล้านบาท

การซุกหนี้จึงทำให้ข้อมูลที่แท้จริงถูกบิดเบือน ภาพภายนอกดูสวยหรูว่าฐานะและเสถียรภาพทางการคลังของประเทศดูแข็งแรง แต่เนื้อในพบว่าอ่อนแอ มีปัญหา เต็มไปด้วยความเสี่ยง ทำให้เศรษฐกิจเกิดวิกฤตรอบใหม่

ขณะเดียวกัน การซุกหนี้ไว้ในแบงก์รัฐยังทำให้ตัวแบงก์รัฐเกิดความอ่อนแอ การปล่อยกู้ตามนโยบายทำให้หลายธนาคารมีหนี้เสียจำนวนมาก สุดท้ายรัฐบาลต้องนำเงินภาษีไปอุ้มเพิ่มทุนให้กับแบงก์รัฐจำนวนมากเช่นกัน

สศค. ระบุว่า ในช่วงปี 2543-2557 กระทรวงการคลังใส่เงินเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ 6.35 หมื่นล้านบาท และในปีงบ 2557 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ไอแบงก์) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ได้เสนอขอเงินเพิ่มทุน 4,500 ล้านบาท เนื่องจากมีปัญหาหนี้เสียจำนวนมากจนเงินกองทุนต่ำกว่ามาตรฐาน

นอกจากนี้ ระบบการกำกับดูแลแบงก์รัฐของกระทรวงการคลังที่ยังไม่มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงส่งผลให้การดำเนินงานไม่มั่นคง ทำให้รัฐต้องเพิ่มทุนและมีการดำเนินงานนอกพันธกิจ โดยเน้นกำไรทำให้มีความเสี่ยงทางด้านเครดิตสูง ต้องกันสำรองเป็นค่าใช้จ่ายในระดับสูง

การซุกหนี้ทั้งหมดจึงเป็นลูกระเบิดเศรษฐกิจที่มองไม่เห็น และจะส่งผลกระทบรุนแรงซ้ำหากถึงวันที่เศรษฐกิจม้วนตัวเป็นขาลง

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว