
กู้สร้างชาติหรือกู้สร้างหนี้
ช่วงนี้ผมกำลังมองหารถปิกอัพมาใช้ที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน สักคัน เซลส์บอกว่ารุ่นท็อปราคาน่าจะประมาณล้านบาทต้นๆ ผ่อนก็ตกเดือนละ 2 หมื่นเศษ ผ่อน 5 ปี ไม่ต้องคิดมาก เหมือนกับเช่ารถมาใช้งาน
ช่วงนี้ผมกำลังมองหารถปิกอัพมาใช้ที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน สักคัน เซลส์บอกว่ารุ่นท็อปราคาน่าจะประมาณล้านบาทต้นๆ ผ่อนก็ตกเดือนละ 2 หมื่นเศษ ผ่อน 5 ปี ไม่ต้องคิดมาก เหมือนกับเช่ารถมาใช้งาน
พูดถึงเงินผ่อนทำให้คิดถึง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปรียบเท่ากับซื้อรถปิกอัพรุ่นที่ผมกำลังเล็งไว้ถึง 2 ล้านคันเลยทีเดียว
รัฐบาลกู้เงินแล้วก็ต้องใช้หนี้คืนด้วยการผ่อนส่ง ถ้าผ่อนส่ง 5 ปีแบบผ่อนรถ หมายถึงว่ารัฐบาลต้องหาเงินมาผ่อนปีละเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งผมว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีปัญญาเก็บเงินภาษีจากพวกเราได้มากพออย่างแน่นอน
รัฐบาลจึงวางแผนผ่อนส่งระยะยาวไปเลย ไม่ใช่ 5 ปี แต่เป็น 50 ปี โดนค่าดอกเบี้ยอาน ปาเข้าไปกว่า 3 ล้านล้านบาท เพราะต้องผ่อนยาวนานถึง 50 ปี จ่ายค่าดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นที่กู้ 2 ล้านล้านบาทเสียอีก
ผมจะกู้เงินไปซื้อรถปิกอัพเพื่อใช้งานที่โรงแรม รายได้ของโรงแรมมีมากพอที่จะผ่อนส่งเดือนละสองหมื่นเศษ ซื้อได้สบายๆ ประหยัดรายจ่ายที่โรงแรมเคยเช่ารถคนอื่นมาใช้งานด้วย เงินกู้ที่ผมกู้มาก็ไม่ตกหล่นไปไหน ซื้อรถปิกอัพจ่ายเงิน ไม่มีเงินทอน ไม่มีเงินโกง
แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ได้คิดจะกู้เงินไปซื้อรถปิกอัพ รัฐบาลจะกู้เงินเพื่อสร้างชาติ กู้เพื่อไปสร้างรถไฟรางคู่ แน่นอนว่าระบบรถไฟบ้านเราจำเป็นต้องปรับปรุง และเส้นทางส่วนใหญ่รถไฟวิ่งสวนกันไปไม่ได้ มีเพียงรางเดียว จึงอยากจะทำรางคู่
นอกจากนั้นแล้ว รัฐบาลบอกว่าอยากทำให้ประเทศไทยทันสมัย ให้ประชาชนได้นั่งรถไฟความเร็วสูงแบบหัวจรวด ให้กรุงเทพฯ เมืองหลวงเป็นศูนย์กลางเชื่อมกับทุกภาค
ภาคเหนือวิ่งยาวไปเชียงใหม่ ภาคอีสานเตรียมการลงทุนยาวไปถึงหนองคาย แต่เงินกู้ไม่พอจึงไปได้เพียงแค่โคราช ภาคตะวันออกเตรียมไปถึงระยอง ตอนนี้ได้แค่พัทยา ส่วนภาคใต้นั้นไปไม่ถึงปาดังเบซาร์ หยุดขบวนที่หัวหิน เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท สร้างได้เท่านี้ ถ้าอยากได้เส้นทางรถไฟความเร็วสูงหัวจรวดถึงชายแดนของทุกภาค รัฐบาลก็จะต้องกู้เพิ่มอีก
ถามกันต่อว่า การที่รัฐบาลเตรียมสร้างชาติด้วยการกู้เงิน หลังจากกู้แล้วจะนำเงินจากแหล่งไหนมาผ่อนใช้หนี้คืนภายใน 50 ปี ตามแผนที่วางไว้
รัฐบาลตอบว่าไม่ต้องห่วง เพราะเมื่อโครงการเหล่านี้สร้างเสร็จ จะทำให้ประเทศไทยค้าขายเก่งขึ้น รายได้ประเทศมีมากขึ้น รัฐบาลจะเก็บเงินภาษีได้มากพอที่จะมาผ่อนส่งใช้หนี้คืนในระยะยาวได้สบายๆ
ส่วนเรื่องโกง เรื่องเงินทอน เงินตกหล่น จากการใช้เงินยอดนี้ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร หัวหน้ารัฐบาล เธอทั้งนั่งยัน ยืนยันว่า ไม่ต้องห่วงค่ะ จะใช้เงินกู้นี้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
ดูเหมือนว่าผู้นำรัฐบาลจะอธิบายแบบหวังน้ำบ่อหน้ามากกว่าที่จะอธิบายความเป็นจริงให้สาธารณะได้รับรู้
ความจริงในการบริหารเศรษฐกิจ บริหารธุรกิจนั้น บรรดาซีอีโอ ผู้จัดการฝ่ายบัญชี รวมถึงคณะกรรมการบริษัทเขาจะตระหนักในเรื่องการสร้างหนี้ และโอกาสในการพัฒนาธุรกิจองค์กรพอๆ กับรัฐบาล แต่เขาจะรู้ว่าในแต่ละปี กิจการเขาสามารถทำมาหาได้จากการขายผลิตภัณฑ์เขาได้มากน้อยแค่ไหน หักต้นทุนดำเนินการและภาระดอกเบี้ยแล้ว ธุรกิจของเขามีกำไรปีละเท่าไหร่
ถ้าบริษัทเขามีรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย ค่าพนักงาน ค่าดอกเบี้ยปีละ 2 ล้านล้านบาท เขาจะไม่ก่อหนี้ยืมสินรวดเดียว 2 ล้านล้านบาทแน่นอน
เพราะถ้าทำเช่นนั้น หมายถึงว่าเขามีโอกาสเจ๊ง เพราะจ่ายแต่ดอกเบี้ยอย่างเดียว เขาจะต้องทำการศึกษาวิเคราะห์โครงการที่เขาจะกู้เงินมาลงทุนนั้น สร้างรายได้ให้ธุรกิจมากน้อยแค่ไหน คุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ รายได้ที่เกิดขึ้นเมื่อหักต้นทุนค่าใช้จ่าย ทั้งพนักงานประจำ ค่าก่อสร้างแล้ว เหลือปีละเท่าไหร่ พอจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่ เหลือเป็นกำไรเท่าไหร่
ถ้าพิจารณาว่าคุ้มทุนเขาจึงเดินหน้า เสนอเรื่องให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณาอนุมัติแล้วเสนอเรื่องขอกู้เงินกับสถาบันการเงิน นี่เป็นพฤติกรรมปกติของเอกชนที่ทำธุรกิจและเจริญรุ่งเรือง
ทว่า แผนการสร้างชาติครั้งนี้ ยังไม่มีรายละเอียดให้เห็นชัดนัก รู้เพียงว่าจะกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มาลงทุนติดต่อกันยาว 7 ปี ต่อปีละ 3 แสนล้านบาท วางแผนไว้ 7 ปี เพราะมั่นใจว่ารัฐบาลอยู่ได้อีกสองปีครบเทอม และเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่จะชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นได้กลับมาเป็นรัฐบาล อยู่เพื่อกู้ต่อได้อีก 4 ปี รวมเกือบครบ 7 ปีพอดี
เจ้าของเงินผู้เสียภาษีจำนวนหนึ่งไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับแผนการกู้เพื่อสร้างชาติของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ในครั้งนี้ เพราะไม่เชื่อในการที่รัฐบาลต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลเพียงเพื่อมาก่อสร้างรถไฟรางคู่ และรถไฟความเร็วสูงจะสามารถทำให้ประเทศไทยพ้นหุบเหวกลายเป็นประเทศที่มีการพัฒนา มีขีดความสามารถที่ดีขึ้นได้
เท่าที่ผมได้รับฟังมา ผู้เสียภาษีส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับโครงการรถไฟรางคู่ที่จะลงทุนขนส่งคน ขนส่งสินค้าได้คล่องตัวมากขึ้น มีความคุ้มค่ามากกว่า แต่ผู้คนกลับไม่เชื่อว่าจะต้องใช้เงินกู้มากขนาดนี้ ถ้ารัฐบาลจัดลำดับความสำคัญในการใช้เงินงบประมาณปกติให้เหมาะสม ไม่มีตกหล่น ไม่มีเงินทอน โครงการรถไฟรางคู่จะสามารถใช้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติได้อย่างแน่นอน
ตรงกันข้ามกับโครงการรถไฟความเร็วสูง ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่ายังไม่จำเป็นสำหรับประเทศไทย ประเทศที่ใช้ระบบรถไฟความเร็วสูงจะเป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคง ไม่ต้องใช้เงินกู้ หรือถ้าต้องใช้เงินกู้ ประเทศเหล่านี้ก็มีความสามารถในการใช้หนี้คืนได้ เพราะประเทศค้าขายได้กำไร มีเงินตราต่างประเทศเต็มกระเป๋าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น หรือประเทศในเขตเศรษฐกิจยูโร
ดูตัวอย่างประเทศจีนใกล้บ้านเราก็ได้ จีนมีประชากร 1,300 ล้านคน คนไทยตาดำๆ มีแค่ 65 ล้านคน ประเทศจีนมีพื้นที่ 9.6 ล้าน ตร.กม. ประเทศไทย 5 แสน ตร.กม. พื้นที่ประเทศไทยน้อยกว่าประเทศจีนเกือบ 20 เท่าตัว
เมืองที่เจริญของจีนตั้งอยู่ชายฝั่งทะเล จีนต้องสร้างรถไฟเพื่อขนคนและขนสินค้าเข้าออก จากพื้นที่ภายในไปยังพื้นที่ชายฝั่งทะเล ระบบรถไฟความเร็วสูงจึงเป็นเรื่องจำเป็น ต่างกับประเทศไทยที่มีอาณาเขตอยู่น้อยนิด ความจำเป็นที่ประเทศต้องมีรถไฟความเร็วสูงน่าจะอยู่ในอันดับสุดท้าย
ดังนั้น การที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ กู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อนำมาสร้างชาติในครั้งนี้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็จะไม่อยู่รับผิดชอบในการใช้หนี้ ครอบครัวคนไทยทุกคนเป็นผู้รับผิดชอบตัวจริง ใช้หนี้โดยการจ่ายภาษีเพื่อผ่อนส่งยาวกันอีก 50 ปี
ที่น่าสงสารสุด คือ ครอบครัวรุ่นลูก รุ่นหลาน ต้องรับภาระ รับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ต่อไป พวกเราๆ ท่านๆ ส่วนหนึ่งคงไม่ได้อยู่แถวนี้แล้ว
การกู้ก้อนมหึมาในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการสร้างชาติหรอกครับ แต่เป็นการสร้างหนี้จำนวนมหาศาลให้กับประเทศ ให้กับครอบครัวคนไทยและลูกหลานทุกคน เพื่อผลประโยชน์ที่จะตกหล่นลงกระเป๋าคนบางคน บางกลุ่ม ที่ได้จากการใช้เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนี้เท่านั้น
คุณคิดอย่างนี้ด้วยหรือเปล่าครับ...







