
ย้อนคดีแกนนำนอนคุก!ชะนักปักหลัง"พธม.-นปช."
ผลจาก "ก่อแก้ว-เจ๋ง ดอกจิก-ไชยวัฒน์" จึงเป็นเหตุผลให้แกนนำเหลืองและแดงรุ่นใหญ่ประกาศใส่เกียร์ถอยเป็นการด่วนในช่วงสถานการณ์การเมืองที่เข้มข้นในเวลานี้
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
นับตั้งแต่ปี2553 เป็นต้นมาจะเห็นได้ว่าการชุมนุมของกลุ่มมวลชนไม่ว่าจะเป็นสีไหนล้วนแล้วแต่เป็น "คนแถวสอง" แทบทั้งสิ้น เช่น ในซีกกลุ่มต่อต้านรัฐบาลก็ได้ปรากฎกลุ่ม "องค์กรพิทักษ์สยาม" หรือการรวมตัวในนาม "กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ซึ่งมีฐานะเป็นมวลชนฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล
สาเหตุหนึ่งที่แกนนำแถวสองเริ่มมีบทบาทมากขึ้นนั้นมาจากคดีความที่พัวพันอยู่กับแกนนำสีเหลืองและสีแดงแถวหน้า ทำให้ไม่การเคลื่อนไหวไม่คล่องตัวมากนัก
พลิกแฟ้มคดีของฝ่ายเหลืองอย่าง "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" (พธม.) มีคดีปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2521 เป็นชะนักปักหลังอยู่ โดยมีจำเลยถึง93 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สนธิ ลิ้มทองกุล" ก็มีคดีหมิ่นประมาทที่อยู่ในการพิจารณาของศาลอีกเป็นจำนวนมาก
ส่วนบัญชีคดีเสื้อแดงก็พบว่ามีแกนนำ "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) ถึง24 คนเป็นจำเลยในคดีก่อการร้าย
ทุกคดีของแกนนำเหลืองและแดงศาลอาญาได้วางเงื่อนไขที่ให้แกนนำเหล่านี้ได้รับการประกันตัวว่า "ห้ามไม่ให้กระทำการอันมีลักษณะยั่วยุ ปลุกปั่น เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรือกระทำการใดๆ ให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย รวมถึงห้ามไม่ให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรก่อนได้รับอนุญาต"
แน่นอนว่าการมีคดีติดตัวนั้นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ส่งผลให้แกนนำเหลืองและแดงหันหลังให้กับการเมืองข้างถนนในเวลานี้ เพราะจะว่าไปแล้วในเงื่อนไขของศาลเองก็ไม่ได้ห้ามบุคคลที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไปร่วมชุมนุมทางการเมือง
เห็นได้จากเมื่อปี 2554 เคยมีกรณีแกนนำนปช. 7 คน นพ.เหวง โตจิราการ, ก่อแก้ว พิกุลทอง, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ขวัญชัย ไพรพนา, วิภูแถลง พัฒนภูมิไท, นิสิต สินธุไพร และ ยศวริศ ชูกล่อม ไปขึ้นเวทีปราศรัยเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2554
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีผลให้ถูกเพิกถอนการประกันตัวแต่ประการใด เพราะด้านหนึ่งต้องยอมรับการชุมนุมนั้นได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม แม้ศาลจะไม่ได้สั่งถอนการประกันตัวกับแกนนำม็อบในกรณีไปร่วมเวทีปราศรัย แต่ในระยะหลังช่วงปี 2555-2556 แกนนำมวลชนเริ่มสงบปากสงบคำมากขึ้น
ภายหลังเกิดกรณีที่ศาลสั่งเพิกถอนการประตัวและให้ "ก่อแก้ว พิกุลทอง" และ "ยศวริศ ชูกล่อม" หรือ เจ๋ง ดอกจิก กลับเข้าไปอยู่ในเรือนจำ จากกรณีที่ไปพูดให้ร้ายและขุ่มขู่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลอาญาตีความว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งปล่อยตัวของศาล
การต่อสู้คดีในเวลานั้นทั้งสองคนได้พยายามพิสูจน์ให้ศาลอาญาเห็นว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต แต่ศาลก็ให้ความเห็นหักล้างกลับไปว่า "จำเลยเคยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวมาแล้ว แต่จำเลยยังกระทำการฝ่าฝืนเงื่อนไขในการอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวที่ศาลกำหนด และยังกระทำการในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายประการอื่น ศาลจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว"
ในรายก่อแก้วโชคดีที่เป็นสส.จึงได้อยู่ในคุกไม่นานเพราะทันทีที่สภาผู้แทนราษฎรเปิดสมัยประชุมตัวเองก็ได้รับการคุ้มครอง แต่สำหรับ "เจ๋ง ดอกจิก" ต้องต่อสู้คดีอยู่นานถึงจะได้รับการประกันตัว
ประกอบกับล่าสุดเกิดกรณี "เฉียดคุก" ของ "ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์" แกนนำกลุ่มคนไทยรักชาติรักแผ่นดิน หลังจากไปชุมนุมหน้ากระทรวงกลาโหมเพื่อต่อต้าน "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดเงื่อนไขการประกันตัวในคดีปิดสนามบินร่วมกับแกนนำพธม.
ทว่าโชคดีศาลเมตตาไม่ให้ติดคุกแต่ได้ยื่นคำขาดว่า "ห้ามชุมนุมอีก" เลยช่วยให้แกนนำเสื้อเหลืองรายนี้ยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้
ผลจาก "ก่อแก้ว-เจ๋ง ดอกจิก-ไชยวัฒน์" จึงเป็นเหตุผลให้แกนนำเหลืองและแดงรุ่นใหญ่ประกาศใส่เกียร์ถอยเป็นการด่วนในช่วงสถานการณ์การเมืองที่เข้มข้นในเวลานี้
สะท้อนได้จากท่าทีล่าสุดของแกนนำพันธมิตรฯเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ซึ่งประกาศไม่เข้าร่วมการชุมนุมกับมวลชนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทั้งๆที่สภาผู้แทนราษฎรเตรียมจะพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมในวันที่ 7 ส.ค.แล้วก็ตาม
ตามมาด้วยจุดยืนของแกนนำร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(นปช.) เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง ก็ประกาศย้ำชัดว่าจะไม่ขนทัพเสื้อแดงออกมาสนับรัฐบาลบนท้องถนนในจังหวะนี้ แม้ว่าแกนนำทั้ง "จตุพร พรหมพันธุ์" และ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" จะได้บอกต่อมวลชนในทำนองว่าให้อยู่ในที่ตั้งแต่จริงๆแล้ว คือ การส่งสัญญาณทางอ้อมว่าแกนนำยังไม่ขอเล่นการเมืองนอกสภา
เพราะฉะนั้น ในเวลานี้อิสรภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรักษาเอาไว้ก่อนไม่ว่าจะเป็นเพื่อตัวเองหรือเพื่อการเคลื่อนไหวในอนาคต







