posttoday
จี้ "ปู" งัดพรบ.สิ่งแวดล้อมฯแก้ปัญหาคราบน้ำมัน

จี้ "ปู" งัดพรบ.สิ่งแวดล้อมฯแก้ปัญหาคราบน้ำมัน

01 สิงหาคม 2556

สมาคมต้านโลกร้อนจี้ "นายกฯ" งัดพรบ.สิ่งแวดล้อมฯ แก้ปัญหาคราบน้ำมัน ทะเลระยอง

สมาคมต้านโลกร้อนจี้ "นายกฯ" งัดพรบ.สิ่งแวดล้อมฯ แก้ปัญหาคราบน้ำมัน ทะเลระยอง

นายศรีสุวรรณ  จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2 ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีประกาศใช้มาตรา 9 แห่งพรบ.สิ่งแวดล้อม 2535 เพื่อจัดการปัญหาและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับประชาชนและสิ่งแวดล้อมจากภาวะน้ำมันรั่วไหล  กรณีท่อรับ-ส่งน้ำมัน ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC รั่วบริเวณชายฝั่งท่าเรือมาบตาพุด จ.ระยอง ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทำให้มีน้ำมันประมาณ 5 หมื่นลิตรรั่วไหล ส่งผลเสียหายต่อระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม รวมถึงการท่องเที่ยวที่ประเมินความเสียหายไม่ได้

โดยแถลงการณ์ระบุว่า  ตามที่เกิดเหตุท่อรับน้ำมันดิบรั่วไหลกลางทะเล ชายฝั่งท่าเรือมาบตาพุดบริเวณทุ่นรับน้ำมันดิบ (Single Point Mooring)  ขณะกำลังมีการส่งน้ำมันมายังโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เมื่อเวลา 06.50 น. ของวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นมา จนเกิดการแพร่กระจายมากระทบแหล่งท่องเที่ยวมากมาย อาทิ อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด อ่าวบ้านเพ ทะเลระยอง  จนถึงวันนี้ใช้ระยะเวลากว่า 5 วันไปแล้วการขจัดคราบน้ำมันก็ยังไม่แล้วเสร็จ

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเห็นว่า เห็นว่ากรณีดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ต่อแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งอาหารเริ่มเป็นพิษและการประกอบอาชีพทางการประมงของชาวประมงพื้นบ้าน รวมทั้งแหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นจำนวนมาก ถึงแม้หน่วยงานภาครัฐและบริษัทผู้ก่อเหตุจะได้ร่วมมือกันดำเนินการยับยั้งแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของคราบน้ำมันดิบที่กระทบต่อชายฝั่งบริเวณอ่าวพร้าว และในท้องทะเลระยอง ไปบ้างแล้วก็ตาม แต่ทว่ามลพิษดังกล่าว ยังคงแพร่กระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จำเป็นที่จะต้องกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟูสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวในระยะเร่งด่วนและระยะยาว จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะต้องมาบูรณาการในการทำงานกันทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง มิใช่มุ่งแต่โฆษณาชวนเชื่อ หรือรักษาภาพลักษณ์

เพื่อประโยชน์ต่อการรองรับปัญหาดังกล่าว ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ในการดำเนินการป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟูปัญหาดังกล่าว ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในทันที  ทั้งนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าแม้จะมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน พ.ศ.2547 โดยมี “คณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน” หรือ กปน. ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ไม่สามารถสั่งการหรือดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เต็มศักยภาพตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ เนื่องจากต้องดำเนินการกันในรูปคณะกรรมการไร้อำนาจการสั่งการโดยเร่งด่วนหรือเป็นเอกเทศได้ และที่สำคัญตั้งแต่มีกฎหมายดังกล่าวประกาศบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2547 เป็นต้นมา คณะกรรมการดังกล่าวก็ยังไม่เคยจัดประชุมกันเลย จึงเชื่อว่า “ไม่มีการจัดทำแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ” ตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้ จึงเชื่อแน่ว่าหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่มีแผนดังกล่าว หรือมาตรการใด ๆ มารองรับในการดำเนินการขจัดการแพร่กระจายของมลพิษน้ำมันอย่างเป็นระบบได้

ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วนและฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องนำมาตรา 9 ของ พรบ.สิ่งแวดล้อม 2535 มาประกาศบังคับใช้โดยทันทีนับแต่บัดนี้ หรืออาจมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการแทนได้

ทั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินการหรือสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งตามข้อเสนอดังกล่าว ก็อาจเข้าข่ายละเว้นเพิกเฉยต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 257 ซึ่งอาจนำไปสู่การถอดถอนนายกฯออกจากตำแหน่งได้ หรือฟ้องร้องเรียนกค่าเสียหายต่อนายกฯได้โดยตรงฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ฯ

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน