posttoday
รัฐบาลจนแต้มบริหารเศรษฐกิจ

รัฐบาลจนแต้มบริหารเศรษฐกิจ

22 เมษายน 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

 

วิกฤตการเมืองไทยในขณะนี้ ไม่ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ แค่เพียงการค้าขาย บริเวณแยกราชประสงค์ และการท่องเที่ยวที่เสียหายไปเท่านั้น

วิกฤตครั้งนี้ยังจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทางอ้อมอีกมากมาย และยังประเมินเป็นมูลค่าความเสียหายไม่ได้ ที่จะเกิดจากการถูกต้อนเข้ามุมอับของรัฐบาล

ความเสียหายทางอ้อมนี้ จะมาจากการดำเนินนโยบายผิดพลาดทางเศรษฐกิจ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีอำนาจต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล ที่กำกับดูแลกระทรวงเศรษฐกิจและหน่วยงานอื่นๆ อยู่

การไร้อำนาจต่อรองนี้ สะท้อนออกมาให้เห็นในมติคณะรัฐมนตรีในหลายๆ เรื่อง เพราะเมื่อฝุ่นกำลังตลบ ประชาชนหันไปให้ความสนใจกับการแก้ไขปัญหาที่กลุ่มเสื้อแดงบุกยึดสี่แยกราชประสงค์ ว่าจะจบลงอย่างไร

หลายกระทรวงก็ได้เสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และเรื่องก็ผ่านออกมาเฉยๆ ทั้งที่บางเรื่อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คัดค้านมาก่อน

เรื่องสำคัญหลายเรื่อง เช่น การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ที่ ครม. มีมติเมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยโยกย้ายน.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ สลับกับนางวัชรี วิมุกตายน และโยกย้ายนายวิจักร วิเศษน้อย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ สลับกับนายมนัส สร้อยพลอย

ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรอบ 1 ปี น.ส.ชุติมา ถูกมติ ครม. โยกย้าย 3 ครั้งในปีเดียว โดยครั้งแรกย้ายจากตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มาเป็นอธิบดีกรมการค้าภายใน เพียง 6 เดือน มติ ครม. ล่าสุดก็โยกย้ายให้มาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์

ส่วนนายวิจักร เพิ่งย้ายมาเป็นอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเพียง 6 เดือน ซึ่งทั้งน.ส.ชุติมาและนายวิจักร มีปัญหาทำงานไม่เป็นที่น่าพอใจของฝ่ายการเมืองที่เข้าแทรกแซงนโยบายข้าว และการแก้ไขปัญหาน้ำตาลทรายขาดแคลน ซึ่งนายวิจักรก็ตัดสินใจยื่นใบลาออกทันทีที่ ครม. มีมติให้โยกย้าย

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีรู้ดีว่ามีปัญหาในกระทรวงพาณิชย์ และมีการเสนอโยกย้ายข้าราชการหลายครั้ง แต่นายกรัฐมนตรีเองเป็นคนคัดค้าน แต่ครั้งนี้นายอภิสิทธิ์ไม่คัดค้านอะไร สะท้อนให้เห็นสัญญาณทางการเมืองในระดับหนึ่ง ว่าแม้จะเห็นว่าการโยกย้ายข้าราชการเพราะเรื่องผลประโยชน์ แต่นายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถทัดทานอะไรได้ โดยพรรคร่วมรัฐบาลถือโอกาสที่การเมืองกำลังชุลมุน เสนออะไรที่แปลกประหลาดเข้าที่ประชุม ครม.

ความเสียหายจากการดำเนินนโยบายประหลาดก็คือ ราคาข้าวในตลาดขณะนี้ได้มีการปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว และน่าเป็นห่วงอย่างมาก เนื่องจากนโยบายเอื้อให้พ่อค้าได้ประโยชน์มากกว่าเกษตรกร

ราคาข้าวเปลือกความชื้น 25% ราคาลดลงจากเกวียนละ 1.41.5 หมื่นบาท เหลือขณะนี้เพียงเกวียนละ 4,8005,200 บาทเท่านั้น ในขณะที่รัฐบาลชดเชยราคาข้าวเพียงเกวียนละ 850 บาทท่านั้น นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ได้เสนออะไรที่จะแก้ไขราคาข้าวตกต่ำ แต่กลับไปเสนอย้ายคนทำงานที่ไม่สนองนโยบาย เปิดจุดรับซื้อข้าวซึ่งมีแต่พวกพ้องนักการเมืองมาตั้งโต๊ะซื้อ และกดราคารับซื้อจากเกษตรกร

เรื่องนี้นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ จากพรรคประชาธิปัตย์ ก็รู้ดี แต่ก็ไม่สามารถทัดทานอะไรได้เพราะรู้ดีว่าอำนาจต่อรองเริ่มลดลง หลังกลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมขับไล่รัฐบาล

อย่างไรก็ดี เรื่องข้าวนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่เป็นหอกข้างแคร่ให้รัฐบาลผิดใจกับกลุ่มคนรากหญ้า ที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย และยังนิยมในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หากไม่สามารถดึงราคาข้าวให้กลับสูงขึ้นมาได้

เพราะใครก็รู้ว่าเรื่องนี้มีประโยชน์อยู่ข้างหลัง

นอกจากเรื่องข้าวแล้ว ยังมีเรื่องร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ... ของกระทรวงการคลัง แต่การผ่านร่างกฎหมายออกมา ก็ออกมาอย่างประหลาด เพราะเดิมในร่างกฎหมายดังกล่าว สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดทำและยื่นเสนอควบคู่ไปกับมติ ครม.นั้น จะมีมาตรา 24 ที่จะกำหนดเพดานการจัดการอัตราทั่วไปไม่เกิน 0.5% ที่อยู่อาศัยไม่เกิน 0.1% และที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่เกิน 0.05%

ขณะที่กรณีที่เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์นั้น อัตราภาษีจะไม่ต่ำกว่าอัตราทั่วไป แต่ไม่เกิน 0.5% และจะเสียภาษีเพิ่มขึ้น 1 เท่า ทุก 3 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 2%

ส่วนอัตราที่จะจัดเก็บจริง จะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน และจะปรับทุกๆ 4 ปี

แต่ในมติ ครม. ผ่านร่างกฎหมายออกมา แต่ไม่มีมาตรา 24 ซึ่งรายงานข่าวจากที่ประชุม ครม. ระบุว่า รัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลตั้งป้อมรุมถล่มรัฐบาล คัดค้านไม่เห็นด้วย ในที่สุดที่ประชุม ครม. ก็ใช้เวลานานนับชั่วโมงผ่านร่างกฎหมายแบบขอไปที นำไปเสนอต่อรัฐสภาต่อไป

นั่นเป็นโครงการที่สะท้อนการไร้ทางเลือก และหลังพิงฝาของนายอภิสิทธิ์ จากนี้ไปก็ต้องจับตาโครงการอื่นที่จะตามมา

อาทิ โครงการถนนไร้ฝุ่น ของพรรคภูมิใจไทย โครงการพัฒนาแหล่งน้ำทั้งระบบ ของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ยังไม่หมดโครงการยังจ่อเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.

เชื่อว่าในอีกไม่นานโครงการเหล่านี้ ที่เคยถูกนายกรัฐมนตรีขวางคอและขอให้ไปทำโครงการให้เหมาะให้ควร จะผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี อย่างเหลือเชื่อ และจะนำไปบรรจุลงในการใช้งบประมาณปี 2554 แน่นอน

โครงการเหล่านี้ เป็นโครงการที่ใช้เงินมหาศาล และต้องการการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการรั่วไหลของเงิน ที่รัฐบาลตีปี๊บว่าโครงการไทยเข้มแข็งจะต้องใช้เงินอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

อย่างไรก็ดี แม้จะหลังพิงฝา ที่นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล จะถอยก้าวหนึ่ง เพื่อเดินไปข้างหน้าต่อ อาวุธของนายอภิสิทธิ์ มีเพียงสิ่งเดียวคือ การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินปี 2554 ที่กระทรวงการคลังกำลังจัดทำอยู่

รัฐบาลสามารถใช้เรื่องการจัดสรรงบประมาณมาซื้อใจพรรคร่วมรัฐบาล ให้ยังคงเต็มใจที่จะร่วมหอลงโรงกับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหวังดึงงบประมาณมาลงในโครงการเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ เพราะงบประมาณปี 2554 ที่จะเริ่มปีงบประมาณใหม่ในเดือน ต.ค. 2553 เป็นหม้อข้าวของทุกพรรค ที่ยังไงก็ต้องหุงข้าวให้เสร็จก่อน แล้วจะล้มโต๊ะก็ไม่เป็นไร

อย่างไรก็ดี แม้นายกรัฐมนตรีจะมีงบประมาณเป็นเครื่องมือคานอำนาจ แต่คาดว่าคงไม่พอ เพราะดูการเสียรังวัดของรัฐบาลในช่วงนี้ ยอมงออนุมัติหลายเรื่องที่เคยคัดค้านเพื่อเอาใจพรรคร่วมรัฐบาลให้ยังคงหนุนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้นายอภิสิทธิ์ อาจจะต้องเห็นการเสียรังวัดไปเรื่อยๆ จนกว่าวิกฤตการเมืองจะยุติลง

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69