
"วสันต์"เปิดใจ ลาออกไม่ได้หนีงานใหญ่
"วสันต์"เปิดใจ ลาออกไม่ได้หนีงานใหญ่ ย้ำอยากลาตำแหน่งนานแล้ว แต่อยู่ค้ำบัลลังก์ห้ามม็อบฉวยโอกาสอัพราคาค่าตัว
"วสันต์"เปิดใจ ลาออกไม่ได้หนีงานใหญ่ ย้ำอยากลาตำแหน่งนานแล้ว แต่อยู่ค้ำบัลลังก์ห้ามม็อบฉวยโอกาสอัพราคาค่าตัว
นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า การยื่นใบลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.นี้ เป็นต้นไป เป็นเพราะเคยสัญญาไว้กับที่ประชุมตุลาการฯว่าจะอยู่ในวาระเพียง 2 ปี เพื่อสะสางคดีค้างเก่าในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีจำนวนมากให้ลดน้อยลง และเมื่อทำได้สำเร็จแล้วจะยื่นใบลาออกทันที
ทั้งนี้ ยืนยันว่า ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันทางการเมือง เพราะมีความประสงค์จะลาออกตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่ายังมีกลุ่มผู้ชุมนุมออกมารวมตัวอยู่บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ยังไม่สามารถลาออกได้ เพราะไม่ต้องการให้กลุ่มผู้ชุมนุมใช้เป็นโอกาสประกาศชัยชนะ ว่าสามารถกดดันจนประธานต้องลาออกแล้วไปเพิ่มราคาค่าตัว
นายวสันต์ กล่าวอีกว่า กรณีที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหตุผลของการลาออกเพราะต้องการหนีงานใหญ่ในเดือน ส.ค.นี้ หรือไม่อาจแบกรับภาระงานใหญ่ไว้ได้ จนต้องให้บุคคลอื่นเข้ามาทำแทนนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
“มีคนวิจารณ์ว่าผมลาออกเพราะหนีงานใหญ่ ในที่นี้ถ้าหมายถึง กฎหมายที่กำลังอยู่ในสภาก็คงไม่เรียกว่างานใหญ่ เพราะหน้าที่หลักของศาล คือการตัดสินว่ากฎหมายใดขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ น้อยมากที่จะเป็นปัญหาระดับยาก เรื่องเงินกู้ที่ว่าจะกู้ 2 ล้านล้านบาท หรือกู้ 200 บาท ความยากง่ายเท่ากัน แล้วยังไม่รู้ว่าเรื่องจะส่งมาที่ศาลหรือไม่ มาเมื่อใด ส่วนเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม หรือพ.ร.บ.ปรองดองนั้น ได้เคยให้แนวทางไว้ว่า คือ 1.การเขียนกฎหมายต้องไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 3 วรรค 2”นายวสันต์กล่าว
นายวสันต์กล่าวว่า 2.ถ้าออกกฎหมายเพื่อคนกลุ่มเดียว หรือคนๆเดียว ก็จะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ3. ถ้ามีลักษณะเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม จะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ซึ่งถ้าไม่ขัดใน 3 เรื่องนี้ก็ไม่เห็นว่ามันจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น แล้วไม่เห็นเป็นเรื่องยากเย็นอะไร ฉะนั้นที่มาตั้งข้อสงสัยว่าลาออกเพราะหนีงานใหญ่ก็ไม่เป็นความจริง
นอกจากนี้ ภายหลังการลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ และออกจากตุลาการฯ บทบาทจากนี้จะไม่รับงานในหน่วยงานของรัฐอีก ไม่ลงสมัครเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ลงเล่นการเมือง และในอนาคตอีกนานอาจรับเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทเอกชน หรือรับงานเป็นวิทยากรของสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นมาตั้งแต่พ.ศ. 2539







