
เรียงคิวฟ้องปตท.สะเพร่า-ปกปิดข้อมูล
คราบน้ำมันหนาเตอะที่รั่วกลางทะเลและพัดเข้าสู่อ่าวพร้าว ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะเสม็ด ยังคงสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
คราบน้ำมันหนาเตอะที่รั่วกลางทะเลและพัดเข้าสู่อ่าวพร้าว ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะเสม็ด ยังคงสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว
แม้ว่าอ่าวพร้าวจะไม่ใช่จุดท่องเที่ยวหลักของเกาะเสม็ด แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวง หลายฝ่ายกังวลด้วยว่าการกำจัดคราบน้ำมันของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ซึ่งก่อเหตุทำน้ำมันรั่วกลางทะเล และเป็นบริษัทลูกของ ปตท.เท่าที่ควร สะท้อนจากการแก้ปัญหาช่วงที่ผ่านมา ไม่มีประสิทธิภาพประกอบกับลมแรงอาจทำให้คราบน้ำมันกระจายไปอีกด้านของเกาะกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญจำนวนมากที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับ จ.ระยอง
วิเชษฐ์ เกษมทองศรี รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้า พร้อมกับกำชับให้ ปตท.เร่งแก้ปัญหา และระดมอุปกรณ์เครื่องมือเข้ามาดำเนินการ กับคราบน้ำมันบริเวณชายหาดและในทะเลให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
สุเมธ สายทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด กล่าวว่า ได้ระดมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และทหารจากกองพันทหารราบที่ 7 จ.ระยอง หน่วยนาวิกโยธิน สัตหีบ จ.ชลบุรี รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของพีทีทีฯ รวมกว่า 500 คน เพื่อเร่งกำจัดคราบน้ำมันบริเวณอ่าวพร้าว เบื้องต้นได้สั่งการปิดอ่าวพร้าว และทาง ผวจ.ระยอง ก็ได้ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติทางทะเลแล้ว
“เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเกาะเสม็ดอย่างแน่นอน ซึ่งนักท่องเที่ยวที่พักในบริเวณดังกล่าวได้เดินทางออกจากที่พักแล้ว เพราะไม่สามารถลงเล่นน้ำได้ ส่วนนักท่องเที่ยวที่จองที่พักไว้ล่วงหน้า บางรายก็ขอยกเลิกไป” สุเมธ กล่าว
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ประเด็นที่น่าห่วง คือ เมื่อคราบน้ำมันมาถึงชายฝั่งจะกระทบระบบนิเวศ หาดหินหาดทราย วิธีกำจัดจะเหลือเพียงวิธีเดียว คือการตักและซับคราบน้ำมัน ซึ่งแม้จะกำจัดออกไปได้แล้วภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ก็จะสร้างความเสียหายให้กับสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งหรือระบบนิเวศทั้งหมด
ธรณ์ กล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะใช้เวลาเท่าไรในการฟื้นตัวธรรมชาติกลับเป็นปกติ แต่ที่ผ่านมากรณีที่น้ำมันดิบเข้าสู่ชายฝั่งทะเลแต่ละแห่งทั่วโลก ใช้เวลาฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติไม่เท่ากัน เพราะแม้หาดจะสะอาดแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าบางส่วนจะฟื้นตามไปด้วย ระบบนิเวศบางส่วนเช่นหาดทรายอาจจะใช้เวลา 23 เดือน ในส่วนที่เป็นแนวปะการังซึ่งเป็นระบบนิเวศที่ค่อนข้างซับซ้อนจะใช้เวลาฟื้นตัวมากที่สุด ซึ่งบริเวณนั้นก็มีอยู่ อาจใช้เวลานานกว่า 1 ปี
สุชนา ชวนิชย์ อาจารย์จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คราบน้ำมันขนาด 5070 ตันอยู่ในทะเล ถือเป็นความรุนแรงระดับปานกลางที่สามารถล้อมกรอบและใช้สารเคมีในการกำจัดได้ แต่ระยะเวลาที่เหมาะสมคือ ไม่ควรเกิน 1 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้กระจายไปไกลจนยากจะควบคุม และส่งผลกระทบต่อแนวปะการังในพื้นที่เสื่อมโทรมอยู่เป็นทุนเดิม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือคราบน้ำมันที่เข้าใกล้ชายฝั่ง เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและแนวปะการังซึ่งอยู่บริเวณชายฝั่งค่อนข้างมาก หากคราบน้ำมันมาถึงชายฝั่งบ้านเพ ซึ่งเป็นแหล่งทำประมง รวมถึงหลุดไปถึงเกาะมันนอก เกาะมันใน จะส่งผลกระทบกับแหล่งอนุรักษ์ และเพาะพันธุ์เต่าทะเล ปะการัง และสัตว์ทะเลอีกเป็นจำนวนมาก
วิชิต ชาตไพสิฐ ผวจ.ระยอง กล่าวว่า ยังเป็นห่วงว่าคราบน้ำมันจะไหลไปยังแนวตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลกระทบต่ออ่าวขาม แหลมพระ แหลมน้อยหน่า ซึ่งจะสร้างความเสียหายมากขึ้นตามลำดับ เบื้องต้นส่งเจ้าหน้าที่ลงเก็บกวาดน้ำมันบนพื้นชายหาด พบความหนาของน้ำมันถึง 10 ซม. คาดว่ามีปริมาณ 5 หมื่นลิตร
ด้าน พรเทพ บุตรนิพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมีคอล ยืนยันว่า จะใช้เวลาในการเก็บกวาดน้ำมันให้หมดภายใน 7 วัน โดยขณะนี้ใช้การฉีดสารเคมีสลายน้ำมันให้ตกตะกอนลงใต้ทะเล โดยเพิ่มทุนสกัดกั้นให้มีขนาดกว้างยาวมากขึ้น
อีกด้านมีความเคลื่อนไหวให้ฟ้องร้อง ปตท.รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดย วิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ระบุว่า หลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมควบคุมมลพิษ กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม จะเร่งสำรวจความเสียหายว่าเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเรื่องใดบ้าง เพื่อจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อปตท. โดยคาดว่าจะให้กรมเจ้าท่าเป็นเจ้าภาพ
รสนา โตสิตระกูล สว.กทม. และประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา กล่าวว่า บริษัท ปตท. และกระทรวงพลังงานต้องออกมารับผิดชอบกับเหตุการณ์ท่อรับน้ำมันดิบของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ที่รั่วไหลกลางทะเล จ.ระยอง เพราะได้สร้างผลเสียหายเป็นวงกว้างอย่างรุนแรงกระทบทั้งการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม
รสนา กล่าวว่า ในส่วนของการเอาผิดนั้นทางคณะกรรมาธิการกำลังศึกษาอยู่ว่าจะสามารถดำเนินการผ่านช่องทางไหนได้บ้าง โดยเฉพาะทางอาญาโทษฐานที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับรัฐและปกปิดข้อเท็จจริงที่ประชาชนควรได้รับทราบ หลังจากก่อนหน้านี้ ปตท.ออกมาระบุว่าสามารถควบคุมคราบน้ำมันได้ แต่ข้อเท็จจริงกลับพบว่าคราบน้ำมันได้กระจายในวงกว้าง
“หน่วยงานที่สามารถเรียกความเสียหายกับ ปตท.ได้โดยตรง คือ กระทรวงพลังงาน แต่ไม่แน่ใจว่ากระทรวงพลังงานจะเอาจริงเอาจังหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันมีข้าราชการของกระทรวงหลายคนที่เข้าไปมีตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของ ปตท. หรือใช้การฟ้องกระทรวงพลังงานฐานละเว้นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เพื่อกดดันให้กระทรวงพลังงานเอาผิดกับ ปตท. ซึ่งทั้งหมดคณะกรรมาธิการจะต้องมาพิจารณากันอีกครั้ง”
สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า ภาคประชาชนจะร่วมกับทางเครือข่ายสิ่งแวดล้อม เพื่อหารือว่าจะฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้ดำเนินคดีกับบริษัทเอกชน และหน่วยงานของรัฐในประเด็นผลกระทบที่เกิดขึ้น และการจ่ายเงินเยียวยาสิ่งแวดล้อมที่เสียหายแน่นอน
สาธิต ปิตุเตชะ สส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ปตท.และ ผวจ.ระยอง ปกปิดข้อมูล บอกแค่ว่าแก้ไขสถานการณ์ได้แล้วไม่ต้องห่วง แต่ทุกอย่างกลับบานปลาย คราบน้ำมันแผ่กระจายเป็นวงกว้างกระทบกับระบบนิเวศวิทยา ทั้งหมดเกิดจากความไม่โปร่งใสของภาครัฐและการปกปิดข้อมูลข้อเท็จจริงของภาคเอกชน
“ถ้าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยังปกปิดข้อมูลเหมือนกรณีเหมืองคลิตี้ที่ จ.กาญจนบุรี ผมจะฟ้องข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดเคยพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษต้องชดเชยความเสียหายให้กับประชาชนเป็นตัวอย่างแล้ว”
สาธิต กล่าวว่า จะรับเป็นทนายความให้กับสมาคมประมงพื้นบ้าน และเครือข่ายประชาชน จ.ระยอง เพื่อฟ้อง ปตท.ต่อศาลปกครองและศาลแพ่งต่อไป หากรัฐบาลและ ปตท.จริงใจในการแก้ไขปัญหา ต้องตั้งกองทุนขึ้นมาชดเชยความเสียหายที่จะต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายปี เพราะการท่องเที่ยวระยองพังแล้ว







