
แนวโน้มการส่งออกครึ่งปีหลังดีขึ้น
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) ประเมินว่า แม้การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีแรกจะมีมูลค่าที่ค่อนข้างต่ำ แต่ EIC ประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลังมูลค่าการส่งออกน่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ที่น่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) ประเมินว่า แม้การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีแรกจะมีมูลค่าที่ค่อนข้างต่ำ แต่ EIC ประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลังมูลค่าการส่งออกน่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ที่น่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจจีนยังคงเป็นความเสี่ยงสำหรับการส่งออกไทย หากมีการชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ โดย EIC คาดการณ์ว่าการส่งออกในปี 2556 น่าจะมีศักยภาพโตได้ประมาณ 3.7% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สูงมากนัก
การส่งออกครึ่งปีแรกของไทยเติบโตในระดับต่ำ โดยขยายตัวได้เพียง 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการส่งออกไปจีนที่มีมูลค่าลดลงอย่างต่อเนื่องตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดอันดับ 1 ของการส่งออกไทย หดตัว 3.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับสินค้าหลักนั้น การส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบซึ่งพึ่งพาตลาดจีนค่อนข้างมาก หดตัวถึง 12.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ สินค้าเกษตรหลักของไทย เช่น ยางพารา และน้ำตาล ประสบปัญหาราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าการส่งออกหดตัวค่อนข้างมาก
การส่งออกเดือน มิ.ย. หดตัว 3.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องจากเดือน พ.ค. มูลค่าการส่งออกไปยังจีนยังคงอ่อนแอและลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกไปจีนในเดือน มิ.ย. หดตัวสูงถึง 16.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากจีนแล้วการส่งออกไปยังญี่ปุ่นและสหรัฐซึ่งเป็นอีก 2 ตลาดหลักของไทย ที่มีสัดส่วนรวมกันประมาณ 20% ต่อการส่งออกทั้งหมด ล้วนหดตัวในระดับสูงประมาณ 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ดี การส่งออกไปยังตลาดอาเซียนยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ที่โต 10% ในเดือน มิ.ย. และ 8.2% ในช่วงครึ่งปีแรก
การส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบยังคงหดตัวอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับยางพารา การส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบที่อ่อนแอตั้งแต่ช่วงต้นปียังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว โดยในเดือน มิ.ย. หดตัวถึง 26% โดยเฉพาะการส่งออกไปจีนที่หดตัวถึง 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เช่นเดียวกับการส่งออกสินค้าในหมวดเกษตร โดยเฉพาะยางพารามีมูลค่าลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกยางพาราหดตัวถึง 20.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจัยหลักยังคงมาจากราคาที่ยังคงลดลง นอกจากนี้การส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกหลักของไทย เริ่มมีสัญญาณของการชะลอตัว โดยในเดือน มิ.ย. หดตัว 6.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการหดตัว 2 เดือนติดต่อกัน
การนำเข้าเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะการนำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรมและเครื่องจักรไฟฟ้า โดยการนำเข้าเครื่องจักรทั้ง 2 ชนิดหดตัวมากกว่า 10% ในเดือน มิ.ย. ซึ่งการหดตัวในอัตราที่สูงน่าจะมาจากฐานที่สูงในปี 2555
อย่างไรก็ดี หากพิจารณามูลค่าในแต่ละเดือนจะพบว่ามีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ซึ่งการนำเข้าเครื่องจักรที่ลดลงน่าจะมาจากการบริโภคในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวและการส่งออกที่ยังคงอ่อนแอ
ขาดดุลการค้า 1,915 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้มูลค่าการนำเข้าจะไม่สูงมากนัก แต่มูลค่าการส่งออกในระดับต่ำ ทำให้ดุลการค้าขาดดุลเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าการส่งออกของไทยเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 1,910 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 3.4% จากเดือนเดียวกันในปีก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดุลการค้าขาดดุล 1,915 ล้านเหรียญสหรัฐ
การส่งออกครึ่งปีแรกของไทยเติบโตในระดับต่ำ โดยขยายตัวได้เพียง 0.9% YOY ปัจจัยหลักมาจากการส่งออกไปจีนที่มีมูลค่าลดลงอย่างต่อเนื่องตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดอันดับ 1 ของการส่งออกไทย หดตัว 3.6% YOY ในครึ่งปีแรก ในส่วนของสินค้าหลักนั้น การส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบซึ่งพึ่งพาตลาดจีนค่อนข้างมาก หดตัวถึง 12.1% YOY ในช่วง 6 เดือนแรก นอกจากนี้สินค้าเกษตรหลักของไทย เช่น ยางพารา และน้ำตาล ประสบปัญหาราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าการส่งออกหดตัวค่อนข้างมาก
การส่งออกเดือน มิ.ย. หดตัว 3.4% YOY ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องจากเดือน พ.ค. มูลค่าการส่งออกไปยังจีนยังคงอ่อนแอและลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกไปจีนในเดือน มิ.ย. หดตัวสูงถึง 16.7% YOY นอกจากจีนแล้ว การส่งออกไปยังญี่ปุ่นและสหรัฐ ซึ่งเป็นอีก 2 ตลาดหลักของไทยที่มีสัดส่วนรวมกันประมาณ 20% ต่อการส่งออกทั้งหมด ล้วนหดตัวในระดับสูงประมาณ 10% YOY อย่างไรก็ดี การส่งออกไปยังตลาดอาเซียนยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ที่โต 10% YOY ในเดือน มิ.ย. และ 8.2% YOY ในช่วงครึ่งปีแรก
การส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบยังคงหดตัวอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับยางพารา การส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบที่อ่อนแอตั้งแต่ช่วงต้นปียังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว โดยในเดือน มิ.ย. หดตัวถึง 26% YOY โดยเฉพาะการส่งออกไปจีนที่หดตัวถึง 50% YOY เช่นเดียวกับการส่งออกสินค้าในหมวดเกษตร โดยเฉพาะยางพารา มีมูลค่าลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกยางพาราหดตัวถึง 20.5% YOY ในเดือน มิ.ย. ซึ่งปัจจัยหลักยังคงมาจากราคาที่ยังคงลดลง นอกจากนี้การส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกหลักของไทย เริ่มมีสัญญาณของการชะลอตัว โดยในเดือน มิ.ย. หดตัว 6.1% YOY ซึ่งเป็นการหดตัว 2 เดือนติดต่อกัน
การนำเข้าเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะการนำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรมและเครื่องจักรไฟฟ้า โดยการนำเข้าเครื่องจักรทั้ง 2 ชนิดหดตัวมากกว่า 10% YOY ในเดือน มิ.ย. ซึ่งการหดตัวในอัตราที่สูงน่าจะมาจากฐานที่สูงในปี 2012 อย่างไรก็ดี หากพิจารณามูลค่าในแต่ละเดือนจะพบว่ามีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ซึ่งการนำเข้าเครื่องจักรที่ลดลงน่าจะมาจากการบริโภคในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัว และการส่งออกที่ยังคงอ่อนแอ
ขาดดุลการค้า 1,915 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้มูลค่าการนำเข้าจะไม่สูงมากนัก แต่มูลค่าการส่งออกในระดับต่ำ ทำให้ดุลการค้าขาดดุลเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน







