
นิรโทษกรรม ฉบับสร้างศรัทธา
ชัดเจนแล้วว่า “ประชาธิปัตย์” ยังคงยืนยันในจุดยืนเดิม คือ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
ชัดเจนแล้วว่า “ประชาธิปัตย์” ยังคงยืนยันในจุดยืนเดิม คือ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือปรองดอง ทั้ง 6 ฉบับออกจากการพิจารณาของสภา เพื่อเปิดโต๊ะแลกเปลี่ยนความเห็นให้ตกผลึกร่วมกันก่อนก่อนเสนอกฎหมาย รวมทั้งจะไม่เสนอร่างกฎหมายประกบในการพิจารณาวันที่ 7 ส.ค.นี้
อลงกรณ์ ในฐานะผู้ที่ออกมาประกาศตัวเตรียมเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จากฝั่งประชาธิปัตย์ จึงมีอันต้องม้วนเสื่อเก็บแผนนี้ไปโดยปริยาย ด้วยเหตุผลว่านั่นเป็นกติกาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของพรรค ที่ใช้เสียงข้างมากในการตัดสิน
อย่างไรก็ตาม จุดยืนประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายที่ไม่มีความชัดเจน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหม่ แต่เมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยน เมื่อญาติวีรชน พฤษภา 53 เสนอร่างนิรโทษกรรมฉบับประชาชน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าร่างของ สส.ซีกฟากรัฐบาลไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาประชาชน
“ผมพิจารณาเห็นว่า สภาไม่มีร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ชัดเจนในตัวบทกฎหมาย เพียงพอสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้น และทำให้การช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายตั้งแต่เกิดการเผชิญหน้าตั้งแต่ 2548 จึงเห็นว่าประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคการเมืองหลัก ควรจะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ ก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์ของประเทศครั้งใหม่ด้วยการเสนอร่างกฎหมายที่เขียนชัดเจน
...มุ่งนิรโทษกรรมประชาชนทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งและกฎหมาย โดยไม่กระทำการเกินกว่าเหตุ ทั้งนี้การนิรโทษกรรมจะต้องไม่เกี่ยวข้องไปถึงคดีทุจริต หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือผู้สั่งการหรือแกนนำ ซึ่งหากเราสามารถมีร่างกฎหมายมีความชัดเจนในตัวบทเช่นนี้ จะขจัดปมขัดแย้งความไม่ไว้วางใจจะช่วยถอดชนวนวิกฤตการณ์ที่จะเกิดขึ้น”
อลงกรณ์ อธิบายว่า ความตั้งใจของการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา ประชาธิปัตย์จะต้องต่อสู้ในระบบรัฐสภา และเสนอทางออกทางเลือกที่ดีกว่า การมีร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่เห็นเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ทำให้ สส.และสาธารณชนได้เห็นเป็นข้อเปรียบเทียบ ว่านี่คือร่างกฎหมายที่จะช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง
ส่วนประเด็นที่สังคมเป็นห่วงว่ากฎหมายเชิญแขกนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งนี้ อลงกรณ์ กล่าวว่า ในร่างที่เขาจะเสนอนั้น ได้สกัดปมขัดแย้งออกไป สอดคล้องกับแนวความคิดและข้อเสนอของหัวหน้าพรรค โดยมุ่งนิรโทษกรรมเฉพาะกลุ่มผู้ชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง และให้ครอบคลุมไปถึงทุกกลุ่ม
ที่สำคัญ คือ กำหนดกลุ่มที่จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรรมซึ่งต้องมีความชัดเจน คือ ทั้งผู้สั่งการ แกนนำ หรือผู้ที่กระทำการเป็นภยันตรายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินของเอกชนหรือทางราชการ และไม่นิรโทษกรรมในคดีเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งประเด็นเหล่านี้คือปมของความขัดแย้ง ดังนั้นเมื่อเขียนบทบัญญัติให้ชัดเจนสกัดปมขัดแย้งต่างๆ ก็จะเป็นต้นแบบที่ดี
ส่วนประเด็นความกังวลที่บอกว่า หากประชาธิปัตย์เสนอร่างจะเป็นข้ออ้างให้รัฐบาลเร่งเดินหน้านั้น อลงกรณ์ อธิบายว่า ขณะนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า ถึงไม่มีร่างของพรรคหรือของฉบับประชาชน ก็มีความพยายามเดินหน้าพิจารณา แต่สิ่งที่หายไปคือการไม่มีร่างต้นแบบที่ดีให้สภาและสาธารณชนได้พิจารณา
“ผมคิดว่าเราควรนำทางให้บ้านเมือง แทนที่คิดว่าจะไปตามทาง ประชาชนจะได้มีหลักยึด สภาจะได้มีหลักยึด ไม่งั้นการฟังความเห็นแบบวันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ โดยไม่มีรูปธรรมจับต้องได้ เห็นเป็นตัวร่างที่เป็นกิจจะลักษณะ ก็ไม่ก่อให้เกิดองค์ความรู้ในหมู่ประชาชน”
อลงกรณ์ ระบุว่า นี่จะเป็นการสร้างศรัทธาความเชื่อมั่นอีกทางหนึ่ง แม้จะเป็นธรรมดาของเสียงข้างน้อย ที่คงไม่ได้เป็นร่างหลักในการพิจารณากฎหมาย แต่นั่นคือวิถีทางในระบบรัฐสภาที่จะทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ต่อสู้ในเวทีของรัฐสภาให้ดีที่สุด ทั้งที่รู้ว่าสู้ไม่ได้ก็ต้องสู้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องปฏิรูปพรรค เพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีทำงาน ในการสร้างศรัทธา และนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง ครั้งหน้าให้เราเป็นเสียงข้างมาก
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อธิบายการเสนอกฎหมายย่อมสร้างศรัทธามากกว่าค้านอย่างเดียว การเสนอทางเลือกแบบนี้ ประชาชนจับต้องได้และจะได้เปรียบเทียบ ประชาชนส่วนใหญ่จะได้เห็นว่าประชาธิปัตย์มีความบริสุทธิ์ใจจริงในการทำหน้าที่ถูกต้อง ความศรัทธาก็จะหันมาประชาธิปัตย์
“ไม่ใช่รัฐบาลดำเนินการแล้วจะเกิดวิกฤต แน่นอนความนิยมรัฐบาลอาจจะลดลง แต่ถามว่าเราจะเป็นทางเลือกให้เขาหรือเปล่า เพราะเราไม่มีทางเลือกให้เขาเลย นอกจากแนวทางการคัดคาน”
ส่วนมติของพรรคที่เรียกร้องให้แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องถอนกฎหมายออกจากสภานั้น ถือเป็นการถอดชนวนความขัดแย้งอันอาจจะเกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งยังมีปมความขัดแย้งฝังอยู่ในร่างดังกล่าว เหมือนระเบิดเวลาที่ซุกไว้ เพราะฉะนั้นการที่เสนอให้ถอดร่างมาตั้งโต๊ะเจรจาจึงเป็นข้อเสนอที่เป็นการเสนอทางออกที่รัฐบาลควรรับฟัง
ทั้งนี้ ถ้ารัฐบาลตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของทางฝ่ายค้านในการถอนร่าง ก็จะเป็นการเริ่มต้นที่ดี ให้กลับมาเกิดการพูดคุย แต่ถ้ารัฐบาลไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของฝ่ายค้าน การที่เรามีร่างทางเลือกให้ประชาชนได้เห็น ก็ดีกว่าไม่ใช่ไม่มีเลย
“ผมคิดว่ารัฐบาลเขาไม่ตอบสนอง อย่างไรก็คงต้องมีการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนจะคัดค้านอย่างเดียว ซึ่งเราต้องทำอยู่แล้ว และสู้ไม่ได้ หรือจะมีการเสนอร่างเข้าไป ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าลงมติก็แพ้อยู่แล้ว แต่นี่คือความแตกต่าง” อลงกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย







