posttoday
สิงหาฯ พาระทึก

สิงหาฯ พาระทึก

28 กรกฎาคม 2556

อุณหภูมิประเทศไทยร้อนฉ่าขึ้นมาทันที เมื่อสภาเปิดประชุมสมัยสามัญทั่วไปในวันที่ 1 ส.ค.นี้

อุณหภูมิประเทศไทยร้อนฉ่าขึ้นมาทันที เมื่อสภาเปิดประชุมสมัยสามัญทั่วไปในวันที่ 1 ส.ค.นี้

ยิ่งเมื่อรัฐบาลตัดสินใจเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ... เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเป็นเรื่องแรก

คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลได้กำหนดเอาไว้แล้วว่า จะพิจารณาในวาระที่ 1 เพื่อรับหลักการในวันที่ 7 ส.ค. ท่ามกลางการจับตาว่าเหตุการณ์จะรุนแรงซ้ำรอยเมื่อครั้งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง เมื่อปี 2555 หรือไม่

เพราะร่างกฎหมายดังกล่าวยังมีความคลุมเครืออยู่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือมวลชนคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมในเหตุการณ์ปี 2553 หรือไม่ เนื่องจากถ้อยคำในกฎหมายอาจจะช่วยให้ผู้กระทำความผิดอาญาในข้อหาทำลายทรัพย์สินราชการได้รับประโยชน์ไปด้วย

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แม้ว่าจะออกตัวสนับสนุนการเสนอกฎหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์ แต่ได้ยื่นเงื่อนไขแล้วว่ากฎหมายที่ออกมาต้องไม่ช่วยเหลือคนผิด

แน่นอนว่า หากพรรคเพื่อไทยใช้เสียงข้างมากเดินหน้าเรื่องนี้ต่อทั้งที่ยังมีความแคลงใจอยู่ย่อมหนีไม่พ้นสภาวะการเผชิญหน้าทางการเมืองที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงอีกคำรบ

ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 วิปรัฐบาลวางคิวให้สภาพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ระหว่างวันที่ 1415 ส.ค. ก่อนเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 2 ก.ย.นี้

พิจารณาจากสถานะกฎหมายงบประมาณแล้วน่าจะผ่านรัฐสภาไปได้ไม่ยาก แต่อาจต้องออกแรงสู้กับฝ่ายค้านเหนื่อยพอสมควร เนื่องจากพรรค ปชป.เตรียมใช้เวทีการพิจารณากฎหมายงบประมาณให้เป็นเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจ

เวทีอภิปรายงบประมาณจึงเสมือนเป็นสนามซักฟอกการทำงานของรัฐบาลให้ประชาชนเห็นแผลพุพองช้ำเลือดช้ำหนอง

ที่ดุเดือดเลือดพล่านและน่าจะหนักหน่วงไม่แพ้กฎหมายนิรโทษกรรม คือ การเสนอร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งสภาเตรียมพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ระหว่างวันที่ 2122 ส.ค.นี้

เวทีการพิจารณากฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะเป็นอีกเวทีหนึ่งที่ฝ่ายค้านจะใช้ถล่มรัฐบาลประหนึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“กู้ชาตินี้ไปใช้กันชาติหน้า” จะเป็นอาวุธสำคัญที่ฝ่ายค้านจะนำมาชำแหละนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพื่อให้สังคมเห็นว่าประเทศไทยจะต้องเป็นหนี้ไปอีก 50 ปี จากการกู้เงินจำนวนมหาศาลในรอบนี้ ทั้งๆ ที่รัฐบาลไม่ได้มีความพร้อม และโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลใส่ลงไปจะพัฒนาประเทศไทยได้จริงหรือ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง

กฎหมายฉบับนี้จึงมีผลกับชะตากรรมของคนไทย ทั้งในการพัฒนาประเทศ และภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แน่นอนว่าพรรคฝ่ายค้านคงไม่ปล่อยให้รัฐบาลกำเงินก้อนโตร่วม 5 ล้านล้านบาท เมื่อรวมกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 และเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินลงทุนน้ำอีก 3.5 แสนล้านบาท ไปใช้อย่างสะดวกโยธินแน่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น คงต้องเป็นฝ่ายค้านกันยาวนานหงำเหงือกแน่นอน

แต่รัฐบาลก็คงต้องพยายามผลักดันกฎหมายให้ออกไปจนได้ เพราะถ้าแพ้โหวตในสภานั่นหมายถึงว่า รัฐบาลต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

จึงทุบโต๊ะลงไปได้เลยว่า ต่อให้เสียงข้างมากของรัฐบาลที่มีอยู่ทั้งในสภาและวุฒิสภาจะผ่านกฎหมายกู้เงินไปได้ แต่จะไปเหนื่อยต่อในเวทีศาลรัฐธรรมนูญภายหลัง

เพราะพรรคฝ่ายค้านและ สว.ยืนยันชัดเจนแล้วว่าจะส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัยว่า ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างแน่นอน หลังจากมองว่าการตราร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ถือเป็นกระบวนการใช้เงินนอกงบประมาณ ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ตามความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่มี คณิต ณ นคร เป็นประธาน

พ้นจากกฎหมายการเงินไป จะมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับรออยู่

ในส่วนนี้ แม้จะยังไม่มีความชัดเจนจากวิปรัฐบาลว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภาให้ลงมติเห็นชอบในวาระที่ 2 และ 3 เมื่อไหร่ แต่มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐสภาจะได้พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับที่มาของ สว.ก่อนฉบับอื่น เพราะกระบวนการพิจารณาในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 2 ฉบับ ได้แก่ มาตรา 68 ว่าด้วยสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญและมาตรา 190 ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบอยู่

การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นกับเสียงในสภาเท่านั้น แต่อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญด้วย

เนื่องเพราะศาลได้รับคำร้องของภาคประชาชนที่ขอให้ศาลวินิจฉัยแล้วว่า การแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศขัดกับรัฐธรรมนูญฐานล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ใช่ว่าอุณหภูมิการเมืองจะเดือดแต่ในสภาอย่างเดียว เพราะความเคลื่อนไหวนอกสภาก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน เมื่อกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) นัดชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในวันที่ 4 ส.ค.นี้ แม้จะเคยล้มอย่างไม่เป็นท่ามาแล้วเมื่อปี 2555 แต่การกลับเข้าสู่สนามรบอีกครั้งในปีนี้มีนัยน่าสนใจอย่างยิ่ง

ทันทีที่ม็อบ อพส.นัดระดมพล ปรากฏว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป่านกหวีดให้มวลชนมารวมตัวกันที่หน้าอาคารรัฐสภาในวันที่ 1 ส.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไป หากสองม็อบนี้เผชิญหน้ากันเมื่อไหร่ การเมืองไทยปี 2556 คงหลีกเลี่ยงความรุนแรงไปได้ยาก

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน