
ตำรวจโลก
ตลอดเดือนกว่าที่ผ่านมา สังคมไทยหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของพระเณรคำ จนละเลยความเป็นไปอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในโลก
ตลอดเดือนกว่าที่ผ่านมา สังคมไทยหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของพระเณรคำ จนละเลยความเป็นไปอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในโลก
ในความเป็นจริง เรื่องของพระเณรคำมีเนื้อหาสาระน้อยมากเมื่อเปรียบกับอีกบางเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศ เช่น เรื่องจำนำข้าว หรือเรื่อง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มจะกลายเป็นตัวบ่อนทำลายความมั่นคงทางการคลังของประเทศ รวมทั้งอาจทำให้ประเทศไทยต้องถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือในไม่ช้านี้
ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศแทบจะไม่ต้องพูดถึง สื่อไทยช่วงนี้รายงานสั้นๆ เพียงครั้งเดียวหรือไม่กี่ครั้ง ทั้งๆ ที่บางเรื่องอาจมีผลกระทบกว้างไกลและต่อเนื่องไปอีกนาน
ตัวอย่างเช่น เรื่องของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน เจ้าหน้าที่ของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ หรือเอ็นเอสเอ ของสหรัฐ ที่ออกมาเปิดโปงกระบวนการโจรกรรมข้อมูลของเอ็นเอสเอ ทำให้ต้องหนีเงื้อมมือกฎหมายของสหรัฐไปอยู่ต่างประเทศ โดยตลอดเดือนสุดท้ายพักอยู่ในห้องผู้โดยสารในสนามบินนานาชาติกรุงมอสโก ไปไหนไม่ได้เพราะไม่มีหนังสือเดินทาง พยายามขอลี้ภัยในรัสเซีย แต่รัสเซียก็ไม่กล้ารับ
ก่อนอื่นต้องขอเล่าว่า นายสโนว์เดนเป็นชายผิวขาวชาวอเมริกัน หน้าตาดี หน้าที่การงานดี เงินเดือนสูง คิดเป็นเงินไทยปีละกว่า 6 ล้านบาท มีชีวิตครอบครัวที่ดี และมีบ้านอยู่บนเกาะฮาวาย
ทั้งหมดนี้ สำหรับคนหนุ่มในวัยสามสิบเศษ ต้องถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสูง และยังมีอนาคตข้างหน้าอีกยาวไกล
แต่นายสโนว์เดนยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งยอมเสี่ยงชีวิตในการเอาความลับของทางราชการออกมาเปิดเผย โดยเขาบอกว่า ที่จำเป็นต้องทำเพราะทนไม่ได้ที่เห็นรัฐบาลของเขาเองละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของคนอเมริกันและของชาวโลก
เรื่องหลักๆ ที่เขาเปิดโปงมี 2 เรื่อง คือ การดักฟังเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ และการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจากทั่วทุกมุมโลก
สิ่งที่ทำให้ช็อกกันทั้งโลกอาจไม่ใช่เพราะเรื่องที่นายสโนว์เดนเปิดโปงเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย คนส่วนใหญ่ทราบดีอยู่แล้วว่า ในฐานะตำรวจโลก สหรัฐมีระบบข่าวกรองและระบบสืบราชการลับที่มีขีดความสามารถสูงยิ่ง
แต่การกระทำของนายสโนว์เดนเป็นการตบหน้ารัฐบาลสหรัฐอย่างรุนแรง โดยที่รัฐบาลสหรัฐไม่ทันตั้งตัว ทำให้ต้องอับอายและเสื่อมเสียเกียรติภูมิ
ปฏิกิริยาที่ตามมาคือ การไล่ล่าอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ได้ตัวนายสโนว์เดนกลับมาดำเนินคดีในสหรัฐ และเพื่อเป็นการปิดปากไม่ให้สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น
มีประเด็นที่น่าสังเกตและน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องของนายสโนว์เดนที่ผมอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้
หนึ่ง สำหรับรัฐบาลสหรัฐ นายสโนว์เดนเป็นผู้ต้องหาที่มีความผิดร้ายแรง แต่สำหรับประชาชนชาวอเมริกัน ความรู้สึกกลับแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งชื่นชมและเห็นนายสโนว์เดนเป็นผู้เสียสละ อีกฝ่ายเห็นว่านายสโนว์เดนทำผิดคิดร้ายกับประเทศชาติ และสมควรถูกลงโทษ
มีอีกกลุ่มที่พยายามหาจุดยืนกลางๆ โดยขีดเส้นแบ่งว่า ส่วนที่เป็นการเตือนสังคมว่ากำลังถูกรัฐบาลละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเป็นการกระทำของวีรบุรุษ แต่ส่วนที่บอกต่างประเทศว่าถูกสหรัฐจารกรรมความลับเป็นการทรยศต่อประเทศชาติ
สอง ปฏิกิริยาของรัฐบาลสหรัฐอาจจะรุนแรงเกินสมควร และลงทุนลงแรงกับการไล่ล่ามากเกินไป ซึ่งยิ่งเป็นการเพิ่มราคาให้กับนายสโนว์เดน
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา และรัฐมนตรีต่างประเทศ จอห์น แคร์รี ถึงกับลงมาเล่นเรื่องนี้ด้วยตัวเอง โดยโอบามาต่อสายตรงถึงวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ขอร้องว่าอย่าให้นายสโนว์เดนลี้ภัย
ส่วนแคร์รีก็มีข่าวว่าต่อสายตรงถึงรัฐบาลเวเนซุเอลา ซึ่งประกาศจะให้นายสโนว์เดนลี้ภัย ขู่ว่าจะปิดน่านฟ้าประเทศสมาชิกนาโตเกือบ 30 ประเทศไม่ให้เครื่องบินเวเนซุเอลาขึ้นลง รวมทั้งขู่จะตรวจสอบนักการเมืองเวเนซุเอลาเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด เรื่องฟอกเงิน และเรื่องอาญาอื่นๆ
หากสหรัฐปล่อยให้นายสโนว์เดนลี้ภัยไปอยู่ประเทศอย่างโบลิเวียหรือเวเนซุเอลาโดยไม่พยายามขัดขวาง เรื่องอาจสงบลงง่ายกว่า และความเสื่อมเสียโดยรวมอาจมีน้อยกว่า
สาม การที่นายสโนว์เดนยังหาที่ลี้ภัยไม่ได้ และต้องซุกตัวอยู่ในสนามบินมอสโกมาเดือนเศษ แสดงให้เห็นความเป็นมหาอำนาจแบบไร้คู่แข่งของสหรัฐอย่างชัดเจน กล่าวคือ สหรัฐสามารถต่อรองกับทั้งรัสเซียและจีน ตลอดจนทุกประเทศในยุโรป ไม่ให้ที่พักพิงกับสโนว์เดน
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมีประเทศโลกที่สามยอมให้ลี้ภัย สหรัฐก็สามารถปิดกั้นไม่ให้นายสโนว์เดนเดินทางหรือไม่ให้ประเทศเหล่านั้นมารับตัวได้
สี่ ในอดีต สหรัฐเป็นฝ่ายกล่าวหาประเทศอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัสเซียกับจีนว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
เมื่อมีกรณีของนายสโนว์เดนเกิดขึ้น แม้ประเทศอื่นจะยังไม่มีใครกล้าออกมากล่าวหาสหรัฐอย่างเป็นทางการ แต่สื่อมวลชนหลายสำนักก็ออกมาทำหน้าที่แทน โดยการเยาะเย้ยถากถางสหรัฐว่าปากว่า ตาขยิบ หรือมือถือสาก ปากถือศีล
กล่าวกันว่า แม้แต่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกก็รู้สึกสะใจกันอย่างเงียบๆ เพราะที่ผ่านมาสหรัฐชอบยกตนข่มผู้อื่นทั้งในเรื่องประชาธิปไตยและเรื่องจริยธรรมต่างๆ
ในอนาคต หากมีเรื่องที่ทำให้สหรัฐต้องออกมาเตือนสติประเทศอื่นอีก ก็อาจถูกสื่อมวลชนในประเทศเหล่านั้นตอบโต้ โดยการยกกรณีของนายสโนว์เดนขึ้นมาเตือนความทรงจำ
ข้อสุดท้าย เรื่องการดักฟังเสียงสนทนาทางโทรศัพท์คงไม่ได้เกิดเฉพาะในสหรัฐเท่านั้น แต่อีกหลายประเทศก็คงทำกัน รวมทั้งอาจเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราด้วย
แต่ที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการเข้าถึงฐานข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ เรื่องนี้อาจทำให้สหรัฐสามารถล้วงความลับของทุกประเทศ ทุกองค์กร และเกือบจะทุกบุคคลสำคัญทั่วโลก







