posttoday
จ้างงานมะกันน่าห่วงคนหันพึ่งรัฐ-คิวอีไม่ช่วยอะไร

จ้างงานมะกันน่าห่วงคนหันพึ่งรัฐ-คิวอีไม่ช่วยอะไร

25 กรกฎาคม 2556

ภายหลังจากที่มีการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 1.95 แสนตำแหน่ง

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ภายหลังจากที่มีการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 1.95 แสนตำแหน่ง ซึ่งถือว่าสูงมากที่สุดในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา ก็ทำให้เกิดความคาดหวังกันไปต่างๆ นานาว่าอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีความมั่นใจในการชะลอการใช้มาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลงในปลายปีนี้มากขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและการจ้างงานเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะที่แข็งแกร่งขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังเหล่านั้นก็ดูเหมือนว่าจะพังทลายลงในพริบตา เนื่องจาก เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการเฟด ได้ออกมาเปิดเผยในระหว่างขึ้นกล่าวต่อคณะกรรมาธิการ วุฒิสภาเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาว่า การดำเนินนโยบายคิวอียังเป็นสิ่งที่จำเป็นในอนาคตอันใกล้นี้

เพราะถึงแม้ตัวเลขการจ้างงานและตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ จะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ระดับการว่างงานในประเทศโดยรวมยังถือว่าน่าเป็นห่วงอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ระดับการว่างงานยังยืนอยู่ที่ระดับ 7.6% ขณะที่ตัวเลขที่คาดหวังไว้ว่าควรจะเริ่มลดคิวอีนั้นน่าจะอยู่ต่ำกว่าที่ 7–6.5%

สาเหตุที่ระดับการว่างงานของแดนลุงแซมยังไม่สามารถปรับตัวลดลงมาได้และติดอยู่ในภาวะชะงักงันเช่นนี้มาหลายเดือนแล้ว ก็เพราะว่าผู้ประกอบการและนายจ้างเริ่มหันมามองวิธีการลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจลงด้วยการหันไปเพิ่มชั่วโมงการทำงาน และขยายการรับผิดชอบการทำงานของคนงานเก่าที่มีอยู่มากกว่าที่จะเพิ่มการจ้างใหม่ ซึ่งวิธีดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนได้อย่างมาก โดยเฉพาะค่าสวัสดิการต่างๆ ของแรงงานที่เข้ามาใหม่

ขณะที่ผลจากค่าแรงที่ลดต่ำลงในปัจจุบัน ก็ยิ่งกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้คนว่างงานไม่มีแรงจูงใจในการหางานทำใหม่มากขึ้น เนื่องจากหลายคนเลือกที่จะหันไปพึ่งและขอรับเงินช่วยเหลือและชดเชยการว่างงานจากหน่วยงานรัฐบาลมากกว่า โดยเงินช่วยเหลือดังกล่าวยังถือว่าสูงกว่าค่าจ้างที่ได้รับจากนายจ้างบางรายเสียด้วยซ้ำ

ยืนยันได้จากอัตราส่วนผู้เข้าขอรับสวัสดิการจากการที่ร่างกายไม่สามารถทำงานได้เหมือนเช่นภาวะคนปกติอีกแล้ว (จำเป็นต้องให้ศาลสั่ง) ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 11 ล้านคน ขณะที่ในปี 2513 อยู่ที่ 3 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันไม่เพียงเฉพาะแค่คนงานที่ตกงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหลายหน่วยงานของรัฐบาลท้องถิ่นอีกด้วย ที่หันมาผลักดันให้คนหันไปรับสวัสดิการดังกล่าว เพื่อผลักภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลไปยังรัฐบาลกลางมากขึ้น

ขณะที่จำนวนผู้เข้ารับโครงการให้ความช่วยเหลือด้านโภชนาการทางอาหาร หรือที่รู้จักในนาม Food Stamps เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 47.8 ล้านคนในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ขณะที่ปี 2551 อยู่ที่ 28.2 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งร้อยละ 70% ของตัวเลขดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น เกิดขึ้นในระหว่างที่การว่างงานของสหรัฐได้พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 10% ในเดือน ต.ค.ปี 2552

หากวัดออกมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลด้านสวัสดิการดังกล่าว จะพบว่าในปีที่แล้วโครงการความช่วยเหลือด้านอาหารได้เพิ่มขึ้นมาถึง 7.46 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ปี 2550 อยู่ที่ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

“ด้วยสวัสดิการรัฐบาลเหล่านี้ ทำให้ผู้คนเลือกที่จะอยู่บ้านมากกว่าออกไปหางานทำ โดยเฉพาะการที่ค่าจ้างปัจจุบันต่ำมาก และนั่นยังไม่รวมกับค่าจ้างคนเลี้ยงลูก ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายระหว่างหางานทำ” แกรี ชิลลิง คอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์ก และประธานของบริษัท แกรี ชิลลิง แอนด์ โค กล่าว

ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐจะย้ำชัดมาตลอดว่ามาตรการคิวอีทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมาได้มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐให้กลับมายืนอยู่ในภาวะที่ดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วคิวอีก็ไม่ได้ช่วยอะไรต่อการจ้างงานในสหรัฐเท่าไรนัก

เพราะผู้ได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินที่เกิดจากการโหมกระตุ้นอัดฉีดนั้นมักจะเป็นกลุ่มคนรวยและนักลงทุนที่ถือครองสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดหุ้นและหุ้นกู้มากกว่า เนื่องจากมาตรการคิวอีได้ทำให้ผลตอบแทนสินทรัพย์เสี่ยงและหุ้นกู้ ซึ่งส่วนมากถือครองโดยกลุ่มคนรวยมีผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ภาคเศรษฐกิจจริงอย่างการจ้างงาน การผลิต การบริการต่างๆ กลับได้รับผลประโยชน์ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากนัก

สอดคล้องกับผลสำรวจด้านการบริโภคผลิตภัณฑ์การเงินของเฟดฉบับล่าสุดที่เผยว่า 10 ครอบครัวที่มีรายได้มากที่สุดในสหรัฐล้วนแต่ถือครองหุ้นในตลาดหุ้นเฉลี่ยอย่างน้อย 6 หมื่นเหรียญสหรัฐ ในหุ้นกู้เฉลี่ยเกือบถึง 3 แสนเหรียญสหรัฐ ในบัญชีเงินออมทรัพย์เกษียณอายุที่ 2.77 แสนเหรียญสหรัฐ

ขณะที่เมื่อเทียบกับคนทั่วไปในตลาดหุ้นประมาณ 60-79% โดยเฉลี่ยจะมีมูลค่าหุ้นในครอบครองอยู่ที่ 1.3 หมื่นเหรียญสหรัฐ ในหุ้นกู้ประมาณ 3 หมื่นเหรียญสหรัฐ และในบัญชีเงินออมทรัพย์เกษียณอายุที่ 3.7 หมื่นเหรียญสหรัฐ ซึ่งนั่นยังไม่ต้องนับรวมกับครอบครัวส่วนใหญ่ในสหรัฐที่ถือครองหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงที่น้อยกว่านี้

ดังนั้น เมื่อมูลค่าและผลตอบแทนในกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงมีมูลค่าและผลตอบแทนสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เฟดงัดมาตรการกระตุ้นออกมา คนที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ ก็คือคนรวยและกลุ่มคนในภาคการเงินและการลงทุนมากกว่านั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ความคาดหวังว่าการจ้างงานของสหรัฐจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในเร็ววันคงจะเป็นไปได้ยาก และนี่ก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เฟดยังคงลังเลอยู่ว่าจะตัดสินใจชะลอหรือยกเลิกคิวอีหรือไม่

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว