
จับตาเศรษฐกิจ ภายใต้ผู้นำรุ่งใหม่
เศรษฐกิจจีนกำลังปรับโครงสร้างใหม่ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญหน้า ก้าวต่อไปของการพัฒนาเศรษฐกิจจีนภายใต้ผู้นำรุ่นใหม่จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง
เศรษฐกิจจีนกำลังปรับโครงสร้างใหม่ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญหน้า ก้าวต่อไปของการพัฒนาเศรษฐกิจจีนภายใต้ผู้นำรุ่นใหม่จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง
ผู้นำจีนรุ่นที่ 5 มีภูมิความรู้ต่างจากผู้นำในอดีต ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จบการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ ส่วนนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง จบการศึกษาด้านนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ซึ่งภายหลังเข้าดำรงตำแหน่ง ฯพณฯ สีจิ้นผิง ได้ประกาศกฎเหล็ก 8 ข้อ ได้แก่ 1.งดจัดงานเลี้ยงสังสรรค์เอิกเกริก ลดจำนวนผู้ติดตาม ไม่ต้องมีการจัดการต้อนรับจากมวลชน ไม่ปูพรม ไม่จัดดอกไม้ ฯลฯ
2.ควบคุมการประชุมในนามของรัฐบาลกลางอย่างเคร่งครัด 3.เอกสารเนื้อหาที่ไม่มีแก่นสารจะไม่มีการถูกนำเสนอออกไป
4.การออกเดินทางเยี่ยมชมโดยทั่วไปจะไม่จัดการต้อนรับส่งที่สนามบิน 5.ลดการควบคุมการจราจร โดยทั่วไปต้องไม่มีการปิดถนน
6.ลดจำนวนและปริมาณการรายงานข่าว 7.ไม่มีการตีพิมพ์หนังสือหรือจารึกลายลักษณ์อักษรเป็นการส่วนตัว 8.เข้มงวดการดำเนินงานเรื่องกฎระเบียบสวัสดิการด้านการให้ที่อยู่อาศัยและรถยนต์
กฎเหล็กทั้ง 8 ข้อที่ว่ามานี้ ถือเป็นการแสดงวิสัยทัศน์และมองเห็นปัญหาพื้นฐานอย่างแท้จริง จนส่งผลให้ดัชนีการบริโภค (Consumer Price Index : CPI) และการใช้จ่ายลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดย CPI ไตรมาสแรกเติบโตอยู่ที่ระดับ 2.4% ต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 1.4% ทั้งนี้ในเดือน พ.ค. และ มิ.ย.ที่ผ่านมา CPI ของจีนอยู่ที่ระดับ 2.1 และ 2.7 ตามลำดับ
ในการนี้นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ได้นำนโยบายไปสานต่อและประกาศเดินหน้านโยบายลดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย 3 ประเภท ได้แก่ 1.ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่างประเทศ 2.ค่าพาหนะในการเดินทางปฏิบัติงาน 3.ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงรับรอง โดยตั้งเป้าหมายที่จะลดลงให้ได้ 5% ภายในปีนี้ (พ.ศ. 2556) อีกทั้งยังปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณให้ได้ประโยชน์แก่สังคมและประชาชนอย่างสูงสุด
จากข้อมูลการลงทุน อัตราการเติบโตภาคอุตสาหกรรมในเดือน พ.ค. รวมถึงอัตราการจ้างงานถือว่ายังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง อาจเรียกได้ว่าประเทศจีนในขณะนี้เติบโตระดับกลาง ซึ่งมีอัตราการเติบโตภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อยู่ที่ระดับ 9.2%
ผู้นำจีนรุ่นใหม่ หรือรุ่นที่ 5 ซึ่งปกครองประเทศอยู่ในขณะนี้ คุมเข้มการอัดฉีดเงินเพื่อการขจัดปัญหาการปล่อยกู้นอกระบบที่ไร้ระเบียบ ซึ่งอาจสร้างปัญหาหนี้เสีย จีนได้หันมาเข้มงวดในด้านนโยบายการเงินมากขึ้น เช่น การขึ้นดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร (Inter Bank Rate) เมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แตะอยู่ที่ระดับ 13% ก็ได้ปรับลดลงเหลือ 8.5% รวมถึงตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ไตรมาสแรกของปี 2556 ไต่อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าการคาดหมายที่ 7.7% ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่ 8%
นอกจากนี้ ผู้นำรุ่นที่ 5 ได้ประกาศชัดเจนว่าจะยอมให้เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่ช้าลงและเลิกการโหมกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่แบบในอดีต เพื่อแลกกับการเติบโตที่ยั่งยืน โดยเน้นไปที่การสร้างรากฐานการบริโภคภายในแทนที่การพึ่งพาการส่งออกเหมือนในอดีต ซึ่งจีนได้รับบทเรียนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรวมมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านหยวน หรือ 5.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2551 มาแล้ว ซึ่งช่วยปกป้องจีนให้พ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกมาได้
ในเวลานี้รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการควบคุมการปล่อยกู้นอกระบบธนาคาร ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นวงกว้างและอาจก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่สินเชื่อ การปล่อยกู้ของธนาคารเงา หรือ Shadow Banks ซึ่งหมายถึงบริษัททรัสต์ บริษัทลีสซิ่ง โรงรับจำนำ ในปี พ.ศ. 2555 พุ่งสูงถึง 207% ของ GDP จากเดิมที่มีแค่ 145% ในปี 2551 หรือคิดเป็นปริมาณหนี้สูงถึง 30 ล้านล้านหยวน จนถึงปลายปีที่ผ่านมา
สิ่งที่ต้องจับตามองอีกเรื่องหนึ่ง คือ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลกลางได้อนุมัติแผนใหม่คลายกฎคุมเข้มการเงิน อนุญาตให้ธนาคารต่างชาติสามารถจัดตั้งกิจการสาขาย่อย โดยถือหุ้นเองทั้งหมดในเขตการค้าเสรีของเซี่ยงไฮ้เพื่อที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของภาคบริการการเงินจีนในระดับโลก ธนาคารต่างประเทศที่จะได้รับอนุญาตให้มาตั้งกิจการค้าในเขตการค้าเสรีในเขตผู่ตงใหม่นี้ จะได้รับอนุญาตให้สามารถร่วมทุนหรือถือหุ้นร่วมใหญ่ในกิจการการเงินอื่นๆ ของแผ่นดินใหญ่ ทั้งในส่วนที่เป็นกิจการสนับสนุนของรัฐและกิจการของเอกชน
นโยบายใหม่นี้ยังลดระยะเวลา ลดขั้นตอนจำนวนมากของกระบวนการตรวจสอบต่างๆ ก่อนเปิดสาขา หรือตั้งเครือข่ายบนแผ่นดินใหญ่ ถือเป็นสัญญาณของความพยายามใหม่ๆ ที่จะเริ่มต้นการปฏิรูปและเปิดเสรีทางการเงินในครั้งนี้ เพื่อสร้างเขตการค้าเสรีแผ่นดินใหญ่ครั้งแรกในเซี่ยงไฮ้ และผลักดันให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางธุรกิจระดับโลกและศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ ยังเสมือนเป็นการเปิดโอกาสการพัฒนาการใช้สกุลเงินหยวนในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญสำหรับเซี่ยงไฮ้ที่จะเติบโตเป็นฐานใหญ่ของเงินสกุลหยวนแห่งภูมิภาค
ในขณะเดียวกัน ผู้นำจีนรุ่นใหม่ได้ส่องกล้องมองเศรษฐกิจจีนอย่างถี่ถ้วน โดยดูด้วยว่ามีการลงทุนเกินความต้องการของจีนหรือไม่ ธุรกิจที่ลงทุนเกินความต้องการ เช่น LED, SOLARCELL การค้าเหล็กกล้า และกองทุนเอกชน ฯลฯ ที่ไม่มีศักยภาพในการแข่งขัน จะต้องเกิดสภาพล้มละลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่รัฐคงต้องปกป้องธุรกิจที่ดีไว้
ทั้งนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของจีนในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลท้องถิ่นได้ก่อหนี้ท่วมตัว เนื่องจากทุกพื้นที่ได้แข่งขัน โดยเฉพาะการกู้เงินเพื่อการพัฒนาก่อสร้างเมือง อาคารสำนักงานอันใหญ่โตโอ่อ่า รวมถึงสาธารณูปโภค ถนนหนทาง ปรับวิวทิวทัศน์ ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาล ผู้นำรุ่นใหม่ได้เห็นปัญหานี้ จึงชูนโยบายเน้นการยกระดับวิถีชีวิตประชากร รักษาสิ่งแวดล้อม ยกเลิกการอนุมัติโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานที่โอ่อ่าฟุ่มเฟือย และไปเน้นที่โครงการเกี่ยวกับการยกระดับการครองชีพของประชาชน ความเจริญก้าวหน้าของสังคม และสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน อุปสงค์ในประเทศจีนยังมีเสถียรภาพและยังมีโครงการซึ่งต้องการความต่อเนื่องอยู่อีกมาก ซึ่งจะเป็นตัวผลักดันให้เศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่องต่อไป
ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลจีนยังกำหนดเป้าหมายการพัฒนาอย่างชัดเจน โดยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในภาคกลางของจีน ด้วยการประกาศจัดตั้งเขตเศรษฐกิจจงหยวน (ภาคกลางของจีน) โดยมีมณฑลเหอหนานเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อน
ยุทธศาสตร์ว่าด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจจงหยวนภาคกลางของจีน ได้กำหนดให้ภาคกลางเป็นฐานการผลิตอาหาร วัตถุดิบและพลังงาน อุปกรณ์ทันสมัยและอุตสาหกรรมไฮเทค ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการขนส่ง ซึ่งจะเป็นจุดสำคัญใหม่ในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งประเทศอย่างรวดเร็ว
เขตเศรษฐกิจจงหยวนมีพื้นที่ครอบคลุม 30 เมือง และอีก 2 อำเภอใน 5 มณฑลภาคกลางของจีน ได้แก่ เหอหนาน ซานซี อันฮุย เหอเป่ย และซานตง มีพื้นที่รวม 3 แสนตารางกิโลเมตร หรือมีขนาดใหญ่กว่าประเทศอังกฤษ และมีประชากรมากกว่า 170 ล้านคน (เทียบเท่ากับประชากรของประเทศบราซิล) ทั้งนี้ได้กำหนดระยะเวลาการพัฒนาเป็น 2 ช่วงอย่างเป็นระบบ เริ่มจากปี 25552563 รวมทั้งสิ้น 10 ปี
นโยบายสำคัญที่น่าสนใจและมีนัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในยุคของผู้นำรุ่นใหม่คือนโยบายส่งเสริมให้นักธุรกิจจีนที่มีศักยภาพออกไปลงทุนต่างประเทศ
จากข้อมูลพบว่าสิ้นปี 2555 ที่ผ่านมา จำนวนนักธุรกิจจีนที่ออกไปลงทุนต่างประเทศมีจำนวนกว่า 200 โครงการ
เดิมรัฐบาลจีนเคยใช้นโยบาย “เชิญเข้ามา” เพื่อดึงดูดและส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศเข้าสู่แดนมังกรมานานร่วม 30 ปี แต่ในบัดนี้ด้วยสถานการณ์และสถานะเศรษฐกิจของจีนที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจีนจึงกลับหันไปเน้นนโยบาย “เดินออกไป” เพื่อส่งเสริมและผลักดันการออกไปลงทุนในต่างแดนของธุรกิจจีน ส่งผลให้กองทัพทุนจีนต่างตบเท้าเข้าแถวออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ตัวอย่างเช่น เมื่อเร็วๆ นี้บริษัท เซี่ยงไฮ้ ออโต้โมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในจีนเจ้าของแบรนด์ MG ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยร่วมทุนกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ผลิตรถยนต์แบรนด์ MG ป้อนตลาดไทยและตลาดโลก
ปัจจัยที่น่าจับตามองอีกประการคือ เรื่องการท่องเที่ยว ปี 2555 จีนมีรายได้เม็ดเงินต่างชาติจากการท่องเที่ยวรวม 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และในไตรมาสแรกของปี 2556 มีรายได้เม็ดเงินต่างชาติจากการท่องเที่ยว 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ การท่องเที่ยวก็ยังคงมีพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนอยู่พอควร
ทั้งหมดนี้ จึงมั่นใจได้ว่าย่างก้าวต่อไปในการพัฒนาเศรษฐกิจจีนภายใต้การบริหารและการปกครองของผู้นำรุ่นใหม่ จะทำให้ประเทศจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแรง







