
ดีทรอยต์ล้มสะเทือนสหรัฐสะท้อน ศก.ภายในยังอ่อนแอ
ต้องยอมรับว่าประเด็นความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันนี้ นอกเหนือจากที่ทุกฝ่ายจะต้องจับตามองไปที่การส่งสัญญาณการฟื้นตัว
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ต้องยอมรับว่าประเด็นความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันนี้ นอกเหนือจากที่ทุกฝ่ายจะต้องจับตามองไปที่การส่งสัญญาณการฟื้นตัว ทางเศรษฐกิจและการจ้างงานโดยรวมทั้งประเทศ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แล้ว อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ทุกฝ่ายไม่ควรจะมองข้ามเลยนั่นคือ ความเคลื่อนไหวของสถานการณ์เศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นของสหรัฐ
เนื่องจากเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เมืองดีทรอยต์ในรัฐมิชิแกน ได้ยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอให้พิทักษ์ทรัพย์สินจากการล้มละลายเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลท้องถิ่นยอมรับว่าไม่สามารถแบกรับหนี้สินกว่า 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐได้ และต้องการให้มีการปฏิรูปโครงสร้างหนี้ใหม่เพื่อความอยู่รอดของเมือง
ทางการเมืองดีทรอยต์มีรายจ่ายด้านกองทุนบำเหน็จบำนาญและหนี้สินในรูปพันธบัตรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่รายรับของภาครัฐกลับมีเข้ามาเพียงน้อยนิด ขณะที่จำนวนประชากรที่ย้ายออกจากเมืองก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ได้เริ่มย้ายฐานการผลิตออกไปยังเมืองอื่นๆ จากที่เคยมีอยู่ถึง 1.85 ล้านคน ในช่วงปี 2493 ก็ลดลงมาอยู่ที่ 7 แสนคน ในช่วงปี 2553 ทำให้ยิ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เมืองแห่งนี้จัดเก็บภาษีได้น้อยลง
แม้ว่าปัญหาการล้มละลายของเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ชื่อดังของโลกจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแค่ระดับรัฐบาลท้องถิ่นเท่านั้น ในขณะที่สหรัฐโดยรวมยังคงมีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีขึ้น หลังจากที่เฟดได้ดำเนินนโยบายอัดฉีดมาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาดังกล่าวนี้ไม่อาจมองข้ามไปได้เลย
เนื่องจากเรื่องนี้เป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกให้รู้ว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวมที่ดูเหมือนว่ากำลังฟื้นตัวของสหรัฐนั้น ในอีกมุมหนึ่งเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นของดินแดนเมืองลุงแซมในอีกหลายเมืองกำลังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ และเมืองซานตาเฟ ในรัฐนิวเม็กซิโก
ในช่วงระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา การล้มละลายของเมืองในสหรัฐนับว่าอยู่ในภาวะน่าห่วง เฉพาะแค่ในปีนี้มีเมืองที่ล้มละลายไปแล้วถึง 4 แห่ง ขณะที่ปี 2555 อยู่ที่ 12 แห่ง และปีก่อนหน้านั้นอยู่ที่ 13 แห่ง
รัฐบาลท้องถิ่นในสหรัฐหลายเมืองแบกภาระหนี้สินและรายจ่ายด้านสวัสดิการเอาไว้มากเกินกว่ากำลังรายรับที่จะหาเข้ามาได้ทัน เนื่องจากที่ผ่านมาในอดีตรัฐบาลท้องถิ่นได้มีการอัดฉีดสวัสดิการและการการคุ้มครองต่างๆ แก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างของรัฐเอาไว้มากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นบำเหน็จบำนาญและค่ารักษาพยาบาลต่างๆ
ทว่าด้วยจำนวนประชากรคนทำงานที่เริ่มลดลง แต่คนในวัยเกษียณกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายๆ เมืองก็ทำให้รายจ่ายของรัฐบาลสูงขึ้น และที่ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่สหรัฐต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2551 ก็ทำให้รายได้จากการเก็บภาษีในธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์และรายได้จากการเก็บภาษีอื่นๆ ก็ลดลงอย่างมาก
ดังนั้น จึงทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงินการคลังของรัฐบาลท้องถิ่นที่ไม่สมดุลกันมากขึ้น โดยคาดว่าเมืองต่อไปที่จะเผชิญกับการแบกรับรายจ่ายด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็คือ ชิคาโก ในรัฐอิลลินอยส์ หลังจากที่ดีทรอยต์เพิ่งยื่นขอล้มละลายไปเมื่อเร็วๆ นี้ ขณะที่เมืองสต็อกตันในรัฐแคลิฟอร์เนีย กับเมืองซานเบอร์นาร์ดิโอ ก็เพิ่งยื่นขอล้มละลายไปเมื่อปีที่แล้ว
ทั้งนี้ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังได้ตัดลดเครดิตของเมืองชิคาโกลงถึง 3 อันดับจาก Aa3 ลงมาอยู่ที่ A3 เนื่องจากเมืองแห่งนี้มีแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านการจ่ายผลตอบแทนบำนาญมากกว่ารายรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันช่องว่างระหว่างรายจ่ายด้านบำเหน็จบำนาญของเมืองชิคาโก สูงกว่ารายรับที่เข้ามามากถึง 5.4 เท่าตัว ขณะที่จำนวนประชากรที่อยู่ในเมืองดังกล่าวระหว่างปี 2543-2553 ก็ลดลงถึง 7%
นอกจากนี้ เมือง ซานตาเฟ ในรัฐนิวเม็กซิโก ก็อยู่ในภาวะเสี่ยงไม่แพ้กัน โดยข้อมูลของบริษัท มูดี้ส์ ก็เผยเมื่อเร็วๆ นี้ว่าภาระหนี้ที่รัฐบาลท้องถิ่นสองเมืองนี้ที่จะต้องจ่ายให้กับผู้รับบำนาญมีมากกว่ารายได้ที่เข้ามาในสองเมืองดังกล่าวถึง 6 เท่าตัว ขณะที่เมืองเวอร์จิเนียในรัฐมินนิโซตา อยู่ที่ 5.9 เท่า ลาสเวกัส ในรัฐนิวเม็กซิโก อยู่ที่ 5.5 เท่า
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้คาดว่าหากปัญหาดังกล่าวเกิดลุกลามบานปลายออกไป แน่นอนว่าจะต้องไปกระทบกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อเมืองท้องถิ่นต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายและรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ตัวเลือกอันดับแรกในการแก้ปัญหาก็คงไม่พ้นการใช้ “สูตรการรัดเข็มขัด” ไม่ว่าจะเป็นตัดลดสวัสดิการรายจ่ายและปลดคนงาน ไปจนถึงการบีบบังคับให้เจ้าหนี้ต้องยอมยกเลิกหนี้บางส่วนลง ขณะเดียวกันก็ต้องหันมาเพิ่มรายได้ด้วยการปรับขึ้นภาษีในเมือง
เห็นได้จากแผนของ เควิน ออร์ ผู้บริหารภาวะฉุกเฉินเมืองดีทรอยต์ ที่ได้นำเสนอแผนการแก้วิกฤตด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากปัญหาการล้มละลาย โดยผ่านการลดการจ่ายผลตอบแทนแก่กองทุนบำเหน็จบำนาญสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐลง การยุติการเพิ่มค่าครองชีพและปลดคนงานบางส่วนออก
อย่างไรก็ตาม แม้แนวทางการแก้ปัญหาด้วยการยื่นขอคุ้มครองการล้มละลายตามกฎหมายการล้มละลายมาตรา 9 ของสหรัฐจะให้อำนาจรัฐบาลท้องถิ่นในเมืองดังกล่าวสามารถยืดระยะเวลาการจ่ายชำระหนี้ออกไปและสามารถปรับลดหนี้ลงมาได้ แต่ต้องยอมรับว่าแนวทางดังกล่าวนั้นไม่ง่ายนัก เพราะจะต้องเผชิญกับการต่อต้านจากประชาชน และเจ้าหนี้ต่างๆ รวมถึงผู้เสียประโยชน์อย่างแน่นอน
เห็นได้จากที่ศาลในรัฐมิชิแกนออกคำสั่งให้ ผู้ว่าการรัฐมิชิแกนถอนคำสั่งที่อนุมัติให้เมืองดีทรอยต์ยื่นขอคุ้มครองการล้มละลาย โดยให้เหตุผลว่าเป็นสิ่งที่ขัดกับรัฐธรรมนูญในรัฐดังกล่าว ก่อนที่ต่อมารัฐบาลมิชิแกนจะยื่นขออุทธรณ์คำสั่งศาลดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์
ถึงกระนั้นก็ตาม แม้ว่าผลการต่อสู้คดีดังกล่าวจะยังต้องรอผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ว่าจะอนุมัติให้มีการยื่นขอคุ้มครองการล้มละลายเพื่อให้เป็นตามกฎหมายล้มละลายมาตรา 9 ของสหรัฐหรือไม่ แต่หากว่าศาลอุทธรณ์ตัดสินให้รัฐบาลเมืองดีทรอยต์สามารถยื่นขอคุ้มครองการล้มละลายได้ แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อความเชื่อมั่นในตลาดพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นในสหรัฐที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 3.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐขึ้นทันที และนั่นก็จะยังทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในหลายเมืองพุ่งสูงขึ้นอย่างหนักตามไปด้วย
เพราะเมืองต่างๆ ที่มีหนี้สินอยู่มากก็จะหันมาเดินตามแบบอย่างของเมืองดีทรอยต์ มากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นวิธีที่จะช่วยปลดลดหนี้ลงมาได้ง่ายที่สุด
“ในเมืองดีทรอยต์ไปจนถึงแคลิฟอร์เนียต่างมีความพยายามในการลดหนี้ และภาระการจ่ายผลตอบแทนการจ่ายเงินบำนาญลงมา ซึ่งถ้าการยื่นคุ้มครองการล้มละลายสำเร็จขึ้นมา เมืองอื่นๆย่อมจะต้องทำตามอย่างแน่นอน” ทิโมธีเบลก ผู้จัดการฝ่ายการจัดการของมูดี้ส์ กล่าวกับรอยเตอร์ส
ดังนั้น การแก้ปัญหานี้จึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย เพราะความกังวลต่อปัญหานี้ทำให้ถึงขนาดที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ต้องยอมรับว่าจำเป็นต้องจับตาดูปัญหาหนี้สิน และการล้มละลายของรัฐบาลท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
เพราะหากไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้แล้ว แน่นอนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ดูเหมือนจะเริ่มแข็งแกร่งขึ้น ก็อาจจะสะดุดล้มหัวคะมำอย่างไม่เป็นท่าเอาได้ง่ายๆ







