posttoday
'ยุบสภา'แล้วอะไรต่อ???

'ยุบสภา'แล้วอะไรต่อ???

21 เมษายน 2553

....วุฒิสาร ตันไชย

ความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองได้นำความแตกแยก ความรุนแรงและความสูญเสียมาสู่สังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. ซึ่งเป็นการก้าวข้ามเส้นแบ่งการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 63 และเป็นวันที่ประชาชนรู้สึกอย่างชัดเจนว่าการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นสังคมไทยจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะเฉพาะหน้า โดยในการดำเนินการจะต้องมีการสร้างความชัดเจนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เม.ย. โดยทั้งฝ่ายรัฐบาล กลุ่ม นปช. และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันรับผิดชอบในการนำเสนอข้อมูล หลักฐาน และความจริงให้ปรากฏต่อสังคมในความเสียหายที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมาโดยเร็วเพื่อให้คนไทย สังคมไทยและต่างประเทศได้ทราบและมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ระยะสั้น “ยุบสภา” ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีวิวาทะมากมายและหลากหลายทัศนะต่อการยุบสภาของนายกรัฐมนตรี เริ่มตั้งแต่ข้อเสนอที่ให้ยุบสภาภายใน 15 วันของกลุ่ม นปช. หรือข้อเสนอของกลุ่มนักวิชาการ 119 คน ที่เสนอให้ยุบสภาภายใน 3 เดือน ไม่ก็มีข้อเสนอของกลุ่มนักวิชาการ 303 คน ที่แสดงจุดยืนว่านายกรัฐมนตรีควรจะยุบสภาในเวลา 6 เดือน เพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการพิจารณางบประมาณแล้วเสร็จ รวมทั้งปัจจุบันมีข้อเสนอของกลุ่มคนเสื้อหลากสีที่ปฏิเสธข้อเสนอว่าด้วยการยุบสภาทั้งหมด เพราะเห็นว่าในเวลานี้ยังไม่เหมาะสมที่จะยุบสภา และให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีด้วยการ “ไม่ยุบสภา–ไม่ลาออก”

ดังนั้น สำหรับการแก้ไขปัญหาระยะสั้นร่วมกันก่อนการยุบสภาจึงควรมีการดำเนินการใน 3 ประการหลัก ได้แก่

ประการที่หนึ่ง การวางกติกาทางการเมือง ซึ่งได้แก่ การกำหนดให้ชัดเจนว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนหรือหลังการยุบสภา

ประการที่สอง การทำสัญญาประชาคมที่ทุกฝ่ายต้องให้การยอมรับร่วมกัน ไม่ว่าจะในเรื่องการหาเสียง ซึ่งจะต้องให้ทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมืองได้มีโอกาสในการหาเสียงอย่างอิสระ อาทิ จะต้องให้พรรคเพื่อไทยได้มีโอกาสในการหาเสียงในเขตภาคใต้ ขณะเดียวกันก็ต้องให้พรรคประชาธิปัตย์ได้มีโอกาสในการเดินทางเพื่อหาเสียงในเขตภาคเหนือและภาคอีสานได้อย่างมีอิสระ เป็นต้น รวมทั้งสัญญาประชาคมจะต้องขยายเนื้อหาไปถึงผลการเลือกตั้งที่จะออกมาในภายหลังว่าทุกฝ่ายจะต้องยอมรับในผลการเลือกตั้ง

ประการที่สาม การจัดตั้งสถาบัน หรือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อทำการศึกษาและให้ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวต่อไป อาทิ การแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม กระบวนการยุติธรรม ความยากจนและการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคพลเมือง เป็นต้น

ระยะยาว ซึ่งเป็นการดำเนินการตามข้อเสนอ/ข้อคิดเห็นของคณะกรรมการฯ ในประเด็นต่างๆ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงของสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ควรจะต้องเริ่มต้นด้วยการเจรจา พูดคุย ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่กลุ่ม นปช. หรือรัฐบาลเท่านั้นที่จะต้องแก้ไข แต่สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ต้องเป็นโจทย์ร่วมของสังคมไทย

ดังนั้น ทั้งสองกลุ่มและกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบอย่างภาคธุรกิจเอกชน การท่องเที่ยว สื่อมวลชน กลุ่มประชาสังคม นักวิชาการ กลุ่มเสื้อเหลือง กลุ่มคนเสื้อหลากสี และแม้แต่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นจากต่างประเทศซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม โดยเปิดพื้นที่เพื่อให้เกิดการเจรจา–พูดคุยร่วมกัน หรืออย่างน้อยที่สุดแม้จะเป็นการพูดคุยกันระหว่างกลุ่ม นปช. และรัฐบาล เพียงแค่สองกลุ่มแต่จะต้องมีการพิจารณาถึงความคิดเห็นและข้อเสนอของกลุ่มต่างๆ ด้วยในเวทีการเจรจา–พูดคุย

ทั้งนี้ ในการเจรจาพูดคุยทุกฝ่ายจะต้องมีความเชื่อมั่น ตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหา และจะต้องยอมรับว่าไม่มีฝ่ายใดที่จะเจรจาพูดคุยได้ผลตามที่กลุ่มตนต้องการได้เต็มร้อย ดังนั้นทุกฝ่ายจึงต้องยอมรับร่วมกันในผลของการเจรจา

ทั้งนี้ ในช่วงของการขับเคลื่อนเพื่อการแก้ไขปัญหาในระยะต่างๆ ข้างต้นสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่จะทำให้แนวทางดังกล่าวสำเร็จได้ คือ การที่ทุกฝ่ายจะต้องวางกรอบกติกาหลักร่วมกันว่าท่ามกลางความพยายามในการแก้ปัญหาทุกฝ่ายจะต้องไม่มีความรุนแรง และไม่ใช้วาจาที่ก้าวร้าว หยาบคาย หรือจาบจ้วงอันเป็นวจีทุจริต แม้จะมีความแตกต่างได้แต่จะต้องไม่แตกแยก และทุกฝ่ายต้องหันมาเคารพกฎหมายเพื่อแสดงว่าประเทศไทยเป็นสังคมที่เป็น “นิติรัฐ”

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน