
ยังน่วมไม่พอ
....แม่ไม้มวยวัด
เวลานี้สังคมไทยกำลังออกอาการกระเสือกกระสน ทุรนทุราย อึดอัดกับภาวะอึมครึมของประเทศที่ยังตีบตัน มองไม่เห็นทางออก
หลายกลุ่มองค์กรต่างพยายามส่งเสียงสะท้อนไปยังผู้มีอำนาจเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา มีข้อเสนอแนะมากมายที่น่าสนใจ และมองไปไกลกว่าประเด็นแค่ว่า ยุบหรือไม่ยุบสภา แก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ แก้ก่อนยุบ หรือยุบก่อนแก้ ฯลฯ
เพราะทั้งหมดเป็นเรื่องผลประโยชน์ของนักการเมืองล้วนๆ ประชาชนไพร่ฟ้าหน้าใสไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยแม้แต่น้อย
บทความหนึ่งของ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เขียนทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ 10 เมษาสงกรานต์เลือดภาค 2 ถือเป็นข้อเสนอที่มีคุณค่า
ด้วยความเคารพ “แม่ไม้มวยวัด” เห็นว่า ควรนำมาฉายซ้ำอีกสักรอบ อย่างน้อยอาจช่วยให้เห็นแสงริบหรี่ขึ้นมาบ้าง
บทความที่ชื่อ “ปฏิรูปประเทศไทยสู่จุดลงตัวใหม่” คุณหมอประเวศท่านเกริ่นไว้ว่า “...แม่น้ำทุกสายไหลไปรวมตัวกันที่ทะเลฉันใด เส้นทางทุกสายในประเทศไทยจะต้องไหลไปรวมตัวกันที่ความเป็นธรรมฉันนั้น ...ตราบใดที่ยังขาดความเป็นธรรม ความขัดแย้งและความรุนแรงจะไม่หายไป”
ความเป็นธรรม จึงเป็นเป้าหมายใหญ่สุดที่ทุกฝ่ายต้องหันมามองร่วมกัน มากกว่าจะมานั่งทะเลาะกันเรื่องเอาหรือไม่เอาทักษิณ ทักษิณดีหรือเลว ชั่วไม่ชั่ว โกงไม่โกง ฯลฯ ซึ่งเป็นเป้าหมายรอง
ท่านวิเคราะห์ว่า ความไม่เป็นธรรมไม่สามารถแก้ไขได้ในสภาวะปกติ แต่สภาวะปริ่มๆ จะเกิดมิคสัญญีกลียุค หรือเกิดสงครามกลางเมือง เป็นโอกาสที่สังคมจะเคลื่อนไปสู่จุดลงตัวใหม่ได้ (ถ้าคนไทยไม่ฆ่ากันตายเสียก่อน)
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้คนเกิดจิตสำนึกใหม่ และหันมาช่วยกันคิดว่า เราจะแก้ปัญหาความอยุติธรรมเพื่อสร้างจุดลงตัวใหม่ในสังคมได้อย่างไร
ความอยุติธรรมเช่นว่านั่นมีเรื่องใดบ้างที่ต้องสะสาง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความไม่เท่าเทียมทางสังคม และโอกาสในการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครอง
นั่นคือการสร้างความเป็นธรรมในชาติ...
ทุกอย่างที่คุณหมอประเวศร่ายมานั้นถูกต้องทุกประการ
ผิดอยู่อย่างเดียวก็คือ สถานการณ์การเมืองไทยยังเดินไปไม่ถึงจุด
“ปริ่มๆ” ที่ว่านั้น!สงครามยังคงไม่ยุติลงง่ายๆ แต่เพิ่งจะเริ่มต้น
อดทนรออีกนิด เวลานี้ทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายแดง และกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ต่างสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์พร้อมจะเข้าห้ำหั่นโรมรันกันอีกยก
การเข้าสลายผู้ชุมนุมจะต้องเลือดตกยางออกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้รัฐบาลจะพยายามกำหนดยุทธศาสตร์ 7 ขั้นจากเบาไปหาหนัก แต่ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดการปะทะขั้นรุนแรง
สุดท้ายทุกอย่างจะต้อง
“น่วม” มากกว่านี้ ต้องมีการสังเวยชีวิตของผู้คนอีกจำนวนไม่น้อย สังคมไทยจึงจะรู้ซึ้งถึงบทเรียนไม่เช่นนั้น...ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา!







