posttoday
ค้าเสรี...สู้กันอย่างไร

ค้าเสรี...สู้กันอย่างไร

21 เมษายน 2553

....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ดิฉันขอเริ่มต้นวันนี้จากที่ค้างไว้ในฉบับที่แล้ว ซึ่งหวังว่าจะยังจำกันได้นะคะ ว่าเป็นเรื่องของคะแนนที่อาเซียนเขามีมาตรวัดกัน และไทยค่อนข้างอยู่บ๊วย ถ้าไม่นับพม่าและลาว ซึ่งถือเป็นสมาชิกใหม่อยู่แล้ว เพราะถึงแม้ว่าเรื่องของการปฏิบัติสองมาตรฐานจะเป็นเพียงมาตรการเดียว แต่เผอิญเป็นมาตรการใหญ่ที่ถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการค้าบริการที่เกิดขึ้นจากฝีมือของรัฐ และไม่ใช่วิธีการให้/ขายบริการจึงแยกต่างหากจาก Mode 14 ที่กล่าวมาแล้ว ถ้าดูสมาชิกอาเซียนอื่นๆ นอกจากลาวและพม่าดังกล่าวแล้ว ก็คะแนนดีกว่าไทยทั้งนั้น แม้แต่อินโดนีเซียยังอุตส่าห์ได้มากกว่าไทย 1 คะแนน คือ 34 คะแนน ส่วนเวียดนามกับมาเลเซีย ก็ได้คะแนน 47 และ 61 ตามลำดับ เชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจะต้องหาทางปรับปรุง แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนก็เป็นเรื่องน่าติดตาม เพราะปัญหาภายในตอนนี้ก็อีนุงตุงนังพอสมควร ถ้าต้องมาแก้กฎหมายให้ต่างชาติได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับคนไทย ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะ ขอละไว้ให้เข้าใจกันเองก็แล้วกันค่ะ

กลับมาดู Mode 13 สำหรับประเทศเวียดนามและมาเลเซียกันดีกว่า

เวียดนาม Mode 1 ซึ่งคือการเปิดให้ต่างชาติขายบริการข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศได้นั้น ส่วนใหญ่ไม่มีข้อจำกัด ยกเว้น เรื่องการเก็บภาษี เรื่องโทรคมนาคม เช่น มีเงื่อนไขว่าต้องขึ้นกับการตกลงทางธุรกิจกับ Vietnamese International Service and Network Provider ส่วนรายการวิทยุ มือถือ และดาวเทียมต้องดำเนินการผ่าน Business Cooperation Contract กับ Vietnam’s Gateway Operations เท่านั้น และมีบางรายการที่ยังไม่ผูกพันหรือเปิดเสรี เช่น เรื่องของการเดินเรือ ส่วนการก่อสร้าง สิ่งแวดล้อม และการซ่อม ดูแลรักษาเรือ ไม่เปิดเสรี เพราะไม่มีความสามารถให้บริการได้ ส่วน Mode 2 ที่เป็นการเดินทางของคนในประเทศ ไปรับบริการนอกประเทศนั้น ไม่มีข้อจำกัดใดๆ สำหรับบริการที่เปิดเสรีมากกว่า 65 กิจกรรม แต่ Mode 3 ซึ่งเป็นการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนจัดตั้งธุรกิจในประเทศนั้น เปิดเสรีในรูปของ Business Cooperation Contract, Joint Venture ให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ใน Investment Enterprise และสำนักงานตัวแทน แต่ที่ยังไม่เปิดคือการจัดตั้งในรูปสาขา อย่างไรก็ตามในกรณีของธุรกิจของเวียดนาม ระดับสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติจะแตกต่างกันไปตามสาขา ยกเว้นกรณีธนาคารพาณิชย์ และบริการบางกิจกรรมที่ยังไม่ได้เสนอไว้ในตารางที่ยื่นแก่สมาชิก ซึ่งก็หมายความว่ายังไม่เปิดเสรี

นอกจากนี้ ยังไม่เปิดในสาขาวิจัย พัฒนา และมีเงื่อนไขในสาขาและกิจกรรมต่างๆ ค่อนข้างละเอียด เช่น สาขาวิชาชีพ กรณีของวิชาชีพกฎหมายนั้น ให้ต่างชาติมาตั้งธุรกิจได้ ถ้าเป็นสาขาของบริษัทกฎหมายต่างชาติ และหุ้นส่วนกับนักกฎหมายเวียดนาม แต่ไม่อนุญาตให้เข้าร่วมว่าความแก่ลูกความต่อหน้าศาล เป็นต้น ถ้าเป็นสถาปนิกและวิศวกร จัดตั้งธุรกิจได้ในรูป Joint Operation, Joint Venture และลงทุนได้ 100% ในกรณีที่เป็นโครงการลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง และใช้เงินต่างชาติเท่านั้น เป็นต้น

มาเลเซีย ในกรณี Mode 1 นั้น รายการที่ผูกพันหรือเสนอไว้ในตารางที่ยื่นแก่สมาชิกอาเซียน จะไม่มีข้อจำกัด ซึ่งรายการต่างๆ นั้นมีมากกว่า 80 รายการ แต่รายการที่ไม่เปิดเสรีเนื่องจากไม่สามารถให้บริการได้ในทางเทคนิค เช่น การซ่อมบำรุงเรือเดินทะเล การบริหารจัดการกีฬา Surface Surveying Services เป็นต้น บางรายการเช่น การโฆษณา การศึกษาระดับสูงอื่นๆ การศึกษาผู้ใหญ่ มีเงื่อนไขว่าต้องมีการจัดตั้งธุรกิจในมาเลเซียก่อน ส่วนรายการค้าปลีกค้าส่งนั้น มาเลเซียไม่เปิดเสรีใน Mode 1 ซึ่งหมายถึงไม่มีการขายบริการค้าปลีกค้าส่งข้ามพรมแดนจากต่างประเทศเข้ามาในมาเลเซีย ส่วน Mode 2 ซึ่งคือการให้คนในประเทศเดินทางไปรับบริการในต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่จะไม่มีข้อจำกัด ยกเว้น บริการสำรวจ (Surveying) การศึกษาระดับสูงและการศึกษาผู้ใหญ่ และบางบริการที่ไม่สามารถให้บริการได้ทางเทคนิค ก็ไม่เปิดเสรี เช่น Operational Headquarter สำหรับ Mode 3 ซึ่งคือการเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนนั้น โดยทั่วไปมาเลเซียมีกฎหมายอยู่ว่า การควบรวมซึ่งเป็นทรัพย์สินของบริษัทหรือธุรกิจของมาเลเซียจะต้องได้รับอนุญาตในกรณีที่ 1) ต่างชาติคนใดคนหนึ่งมีหุ้นส่วนตั้งแต่ 15% ขึ้นไป หรือต่างชาติรวมกันแล้วมีหุ้นตั้งแต่ 30% ขึ้นไป หรือมีมูลค่าเกิน 5 ล้านมาเลเซียริงกิต จะต้องการได้สิทธิในการออกเสียงด้วย 2) การยื่นเสนอเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินด้วยวิธีการใดๆ ที่มีผลให้ต่างชาติมีความเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจควบคุมกิจการ และ 3) การควบรวมบริษัทของมาเลเซียผ่านรูปแบบ Joint Venture, Management Agreement หรือความตกลงให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค หรือความตกลงอื่นใด อย่างไรก็ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่จะได้รับอนุญาต ถึงแม้จะมีบ้างที่ถูกปฏิเสธ แต่ก็เป็นในกรณีที่การลงทุนนั้นขัดกับผลประโยชน์ของมาเลเซีย

นอกจากนี้ มาเลเซียยังมีข้อกำจัดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติแตกต่างกันไปละเอียดกว่าของไทย เช่น ต่างชาติจะถือหุ้นได้ไม่เกิน

30% ในวิชาชีพ เช่น สถาปนิก วิศวะ ในการวิจัยพัฒนาในเรื่องสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (แต่ถ้าเป็นการวิจัยพัฒนาเรื่องทางเศรษฐกิจและการวิจัยตลาด ต่างชาติมีหุ้นได้ 35%) การให้เช่า/เช่าซื้อเครื่องจักรก่อสร้างและเครื่องมือ การบริหารจัดการ การประชุมและการนิทรรศการ (Exhibition)

40% เช่น ในกรณีที่เกี่ยวกับภาษีอากร

49% เช่น ในกรณีของสัตวแพทย์ และการโฆษณา

51% เช่น ในกรณีของการก่อสร้าง

และบางกิจกรรมก็มีข้อจำกัดให้ตั้งธุรกิจเกี่ยวกับบริการเฉพาะสำนักงานตัวแทน และมีภูมิบุตรา ถือหุ้นอยู่ด้วยไม่ต่ำกว่า 30% บางกิจกรรมก็ให้ดูเงื่อนไขความจำเป็น/ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ (Economic Need Test) เช่น การตั้งโรงพยาบาลเอกชน เป็นต้น

เมื่อดูมาถึงตรงนี้อาจพอสรุปได้ว่า ความเข้มงวดในหมวด 3 นี้ มาเลเซียกับไทยน่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกัน ขึ้นอยู่กับกฎหมายที่แต่ละประเทศมีอยู่ และภาคเอกชนที่คิดว่าจะแข่งขันได้ในบริการประเภทไหน แต่เวียดนามอาจเป็นประเทศที่เปิดมากกว่า เพราะมีความต้องการเงินทุนจากต่างประเทศสูงและกำลังเร่งเครื่องแซงสมาชิกอาเซียนอื่นๆ รวมทั้งไทย กรณีเวียดนามนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นประเทศเนื้อหอมประเทศหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีตลาดไม่ใหญ่โตเย้ายวนอย่างจีนก็ตาม

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังไม่รวมภาคการเงินซึ่งมีกฎระเบียบแยกต่างหากและคงอธิบายกันอีกยาว เอาแค่เฉพาะสาขา/กิจกรรมที่กล่าวมานี้ นักธุรกิจไทย/ภาคเอกชน ผู้ให้บริการทั้งหลาย ก็น่าจะศึกษาและคิดให้ดี วางแผนในระยะยาวว่าจะเอาอย่างไร จะสู้กับเขาให้ได้เพื่อก้าวไปข้างนอกประเทศด้วย หรือจะปกป้องธุรกิจของตัวเองไว้ให้ขายกันเองในตลาดเล็กๆ อย่างไทยเท่านั้น เดือน ส.ค.นี้ อาเซียนจะต้องยื่นตารางการเปิดเสรีฉบับที่ 8 แก่กันและกันแล้ว ท่านทั้งหลายยังพอมีเวลาตัดสินใจ และรีบส่งเสียงไปที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เขายังรับฟังความคิดเห็นอยู่ ลองเข้าไปดูเว็บของเขาก็ได้ รีบรักษาผลประโยชน์ของตนเองหน่อย จะได้ไม่ต้องงงๆ เหมือนไม่เคยรู้เรื่อง การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนมาก่อนเลย

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69