
กสทซื้อโครงข่ายบีเอฟเคที1.45หมื่นล้าน
บอร์ด กสทฯ ไฟเขียวลงทุนบีเอฟเคที 1.45 หมื่นล้านบาท หวังหารายได้หลังหมดสัมปทาน
บอร์ด กสทฯ ไฟเขียวลงทุนบีเอฟเคที 1.45 หมื่นล้านบาท หวังหารายได้หลังหมดสัมปทาน
นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) เมื่อวันที่ 18 ก.ค. อนุมัติโครงการซื้อเสาสัญญาณจาก บริษัท บีเอฟเคที ผู้ติดตั้งโครงข่าย 3จี จำนวน 5,000 แห่ง มูลค่า 1.45 หมื่นล้านบาท โดย กสทฯ จะเสนอให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) พิจารณาภายในสัปดาห์หน้า เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนเพื่อเชื่อมต่อสัญญาณการให้บริการกับกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่ได้ทำสัญญาเช่าใช้คลื่นความถี่ของ กสทฯ เพื่อให้บริการทรูมูฟเอช ระยะเวลา 14.5 ปี โดย กสทฯ จะขยายโครงข่ายเพื่อให้บริการภายใต้แบรนด์ มาย ซึ่งจะสร้างผลตอบแทนการลงทุนให้ กสทฯ ในอัตรา 37% ถือเป็นธุรกิจใหม่ที่จะสร้างรายได้ให้ กสทฯ หลังรายได้จากสัมปทานจะสิ้นสุดเดือน ก.ย. 2556
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ โครงการดังกล่าวถูกบอร์ดสั่งชะลอในช่วงที่สัญญาให้บริการทรูมูฟเอชยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ขณะนี้มีความชัดเจนในทุกประเด็นแล้วว่าไม่ขัดต่อมาตรา 46 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุและกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ.กสทช.) รวมทั้งไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานในกิจการของรัฐ และอัยการสูงสุดเห็นว่าการทำสัญญาถูกต้อง จึงเห็นควรให้เร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด
“กสทฯ มั่นใจว่าจะพึ่งพาตัวเองได้ แม้ไม่มีรายได้จากสัมปทานหลังจากนี้ โดยจะเห็นได้ชัดเจนว่าผลขาดทุนลดลงเหลือจาก 3,700 ล้านบาท เหลือ 1,800 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะขาดทุน 5,000 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินการเองทั้งหมดในปี 2557 ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท” นายกิตติศักดิ์ กล่าว
สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการโอนย้ายลูกค้า หลังสิ้นสุดสัมปทานกับ ทรูมูฟ และดีพีซี นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเงื่อนไขเบื้องต้น ทั้ง 2 รายเสนอจ่ายส่วนแบ่งในอัตรา 30% เช่นเดียวกับสัมปทาน แต่ กสทฯ เห็นว่า การที่เอกชนทั้ง 2 รายไม่สามารถหาลูกค้าเข้าระบบเพิ่มเติมได้ จะทำให้ไม่มีรายได้เพิ่ม จึงจะใช้โมเดลการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้บริการ 3จี ของ กสทช.มาคำนวณแทน







