
ศก.เกิดใหม่ปรับแผนโตหมดยุคค่าเงินถูก
ภาวะผันผวนภายในตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นความอ่อนแอในเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ภาวะผันผวนภายในตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นความอ่อนแอในเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของตลาดในกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกันก็พิสูจน์ให้เห็นแจ่มแจ้งแล้วว่านโยบายกดค่าเงินให้ต่ำ และใช้ภาคการส่งออกเป็นเสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป
กลายเป็นบทสรุปที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั่วโลก ทั้งในภูมิภาคเอเชีย รัสเซีย และละตินอเมริกาได้เดินทางมาถึงทางแยกสำคัญที่จะต้องตามหาแผนแม่แบบนโยบายเศรษฐกิจใหม่ๆ แทนที่นโยบายเดิมซึ่งใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
เพราะแม้นโยบายค่าเงินต่ำ กับการเน้นการส่งออกจะเคยช่วยให้เศรษฐกิจของแต่ละประเทศเจริญเติบโตจนเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่นักลงทุนส่วนใหญ่จับตามองในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์กลับเห็นว่าอิทธิพลของนโยบายดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างล้าหลังไม่ทันกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เป็นไปในปัจจุบัน
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักอธิบายว่า นโยบายเศรษฐกิจในขณะนี้ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มีจุดเริ่มต้นมาจากช่วงวิกฤตในปี 25402541 ที่ได้รับอิทธิพลแนวคิดเสรีนิยมจากรัฐบาลสหรัฐในขณะนั้น โดยมีหลักสำคัญอยู่ที่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ มีระเบียบวินัยทางการคลังเข้มงวด การค้าขายเป็นไปอย่างเสรี และการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นเอกชน
ผลลัพธ์จากแนวคิดข้างต้นส่งผลให้โครงสร้างหลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ คือ 1) ค่าเงินถูก 2) เน้นการส่งออก 3) การสะสมเงินทุนสำรองในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐ และ 4) การพัฒนาทางเลือกแหล่งระดมทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากตลาดตราสารหนี้ที่ออกในเงินสกุลท้องถิ่น
โดมินิก รอสซี หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุนในตลาดหุ้นของฟิเดลลิตี้ เวิลด์ไวด์ อินเวสต์เมนต์ ระบุว่า ภายใต้มาตรการข้างต้น ซึ่งช่วยควบคุมการเกิดภาวะเงินเฟ้อได้ชัด ได้ส่งผลให้บรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะแนวทางทุนนิยมเสรีซึ่งใช้การส่งออกผลักดันเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ผลลัพธ์ค่อนข้างดีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เห็นได้จากภาคการส่งออกที่เติบโตรุ่งเรืองขีดสุด ขณะที่ทุนสำรองในรูปสกุลเหรียญสหรัฐที่สั่งสมได้มากขึ้น ทำให้เกิดสารพัดกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติ ตลาดตราสารสกุลเงินท้องถิ่นขยายตัว และระบบอัตราดอกเบี้ยให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า แนวทางข้างต้นทำให้ประชาชนภายในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ร่ำรวยขึ้น และช่วยให้ประชากรราว 2,000 ล้านคน ยกระดับจากชนชั้นยากจนเป็นชนชั้นกลางที่มีทั้งโอกาสและกำลังซื้อมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ รวมถึง รอสซี ต่างเห็นตรงกันว่า นโยบายการเติบโตที่อาศัยค่าเงินถูก และพึ่งพาการส่งออกไม่อาจนำมาใช้เป็นแนวทางพัฒนาประเทศได้อย่างดีอีกต่อไป
เพราะค่าเงินถูกในปัจจุบันไม่ได้ช่วยให้เกิดแรงซื้อมหาศาลเหมือนเมื่อปีหลังวิกฤตการเงินต้มยำกุ้งเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ขณะเดียวกันการหนุนภาคส่งออกก็โดนจำกัดด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐบาลในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ในฐานะลูกค้ารายใหญ่ของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่พยายามรักษายอดขาดดุลให้กลับสู่ภาวะสมดุล
ดังนั้น แทนที่จะดันทุรังเดินหน้าลดค่าเงินหรือส่งเสริมสนับสนุนมาตรการส่งออกเหมือนเช่นเคย สิ่งที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่สมควรทำมากกว่าก็คือ 1) การเดินหน้าฟื้นแผนปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่ประเทศเหล่านี้เคยวางกันไว้เมื่อช่วงเกิดวิกฤตการเงินใหม่ๆ ขึ้นมาดำเนินการอีกครั้ง พร้อมๆ กับ 2) การฟื้นฟูศักยภาพความสามารถด้านการแข่งขัน ของบรรดาธุรกิจภายในประเทศ
สำหรับในส่วนของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจนี้ ปัจจัยสำคัญคือการเดินหน้าเปลี่ยนแปลงนโยบายการคลัง ซึ่งรวมถึงการปฏิรูประบบจัดเก็บภาษีของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสมดุลระหว่างรายได้กับการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค และการปรับเปลี่ยนระบบเงินบำนาญและสวัสดิการสังคมที่ยอมรับได้ทั้งจากภาครัฐบาลและภาคประชาชน
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งระบุว่า รัฐบาลของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบใหม่ โดยต้องยกเลิกระบบที่ให้บริษัทใหญ่ผูกขาดซึ่งเอื้อให้บริษัทมีอิทธิพลครอบงำราคาสินค้าหรือบริการในท้องตลาด โดยเห็นได้ชัดเจนในอุตสาหกรรมด้านโทรคมนาคม เครื่องดื่ม การให้บริการไฟฟ้าหรือน้ำประปา หรือสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานส่วนใหญ่ภายในประเทศไม่สามารถลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้ โดยการเปลี่ยนแปลงเพื่อยกเลิกระบบข้างต้นนี้ จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันของภาคธุรกิจที่เอื้อให้มีการขยายตัวเติบโตได้ดีภายในประเทศต่อไป
นอกจากนี้ ยังไม่รวมถึงการวางแผนปรับปรุงระบบบริหารจัดการให้มีความโปร่งใส เที่ยงตรง และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อเรียกความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะผลักดันให้ภาคธุรกิจของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ประสบความสำเร็จได้สะดวกง่ายดายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องการนำบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศเพื่อระดมทุน
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์สรุปว่า ก้าวต่อไปของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่คือการเปลี่ยนแปลงแผนแม่แบบโครงสร้างเศรษฐกิจของตนเอง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือการตัดสินใจที่จะลงมือทำเพื่อไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้น โดยมีเพียงผู้ที่สามารถลงมือปฏิบัติได้อย่างจริงจังเท่านั้นที่จะเดินไปข้างหน้าต่อได้อย่างมั่นคง







