
หอการค้าแนะรัฐเลิกจำนำข้าว
อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย กล่าวถึงแนวคิดของรัฐบาลที่ให้นำเทคโนโลยีชิพอาร์เอฟไอดี (RFID) ติดไว้กับกระสอบข้าว เพื่อติดตามการเคลื่อนย้ายของข้าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยเพราะกระสอบข้าวสามารถเปลี่ยนถ่ายได้และควรให้เป็นเรื่องของเอกชนทำ เพราะเอกชนเป็นผู้ค้าขายจำเป็นจะต้องรักษาคุณภาพทั้งสินค้าและตราสินค้า รวมทั้งเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการต่อไป
อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย กล่าวถึงแนวคิดของรัฐบาลที่ให้นำเทคโนโลยีชิพอาร์เอฟไอดี (RFID) ติดไว้กับกระสอบข้าว เพื่อติดตามการเคลื่อนย้ายของข้าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยเพราะกระสอบข้าวสามารถเปลี่ยนถ่ายได้และควรให้เป็นเรื่องของเอกชนทำ เพราะเอกชนเป็นผู้ค้าขายจำเป็นจะต้องรักษาคุณภาพทั้งสินค้าและตราสินค้า รวมทั้งเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการต่อไป
“เรื่องนี้ต้องให้เอกชนทำ รัฐไม่ต้องมาทำเอง ไม่รู้ว่ารัฐจะเอาเงินไปจำนำทำไม รัฐควรนำเงินส่วนต่างที่เกินไปกลับไปพัฒนาที่นา ที่ดิน ให้เกิดประโยชน์ หรือสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ชาวนามากกว่า ส่วนเรื่องราคาให้เป็นไปตามราคาของตลาดตามกลไกปกติ” อิสระ กล่าว
ด้านคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ดินทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญ กนกพร อภิสุข ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาตรฐานอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และศักดิ์เกษม สุนทรภัทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เข้าชี้แจงปัญหาผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการจัดการคุณภาพข้าว และได้รับคำยืนยันว่าข้าวในโกดังที่รอจำหน่ายมักรมควันก่อนเพื่อป้องกันมอดและแมลง จึงอาจพบสารเคมีปนเปื้อนอยู่ได้ แต่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต และองค์การอนามัยโลกรับรองแล้วว่า หากบริโภคข้าวที่มีสารดังกล่าวตลอดทั้งชีวิตก็จะไม่ได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ กมธ.ยังมีมติทำหนังสือถึงรัฐบาลให้ตรวจสอบโกดังข้าวทั้งปริมาณและคุณภาพอย่างละเอียด และทำหนังสือถึง ยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กำชับเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร ตรวจสอบการรมข้าวเพื่อส่งออกอย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานสากล และขอให้ตรวจสอบการรมข้าวของภาคเอกชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยตัวเลขสัญญาการส่งออกข้าวที่แท้จริง เพื่อตรวจสอบสารเคมีที่ใช้ในการรมข้าว รวมทั้งมอบหมายองค์การอาหารและยา (อย.) และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมตรวจสอบข้าวถุงทุกยี่ห้อที่ขายในตลาด ไม่ใช้การสุ่มตรวจ เพื่อให้ได้ปริมาณสารเคมีที่มีอยู่ในข้าวอย่างชัดเจน
ด้านสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดตัวระบบกำจัดมอดและด้วงงวงข้าว โดยใช้ก๊าซไนโตรเจน ซึ่งเป็นระบบที่ปลอดภัยและมาจากธรรมชาติ 100% เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ประกอบการโรงสี ผู้ส่งออกข้าว และผู้ผลิตข้าวถุง สามารถนำมาทดแทนสารเมทิลโบรไมด์และฟอสฟีน ทั้งนี้ ก๊าซไนโตรเจนมีต้นทุนต่ำราคาอยู่ที่ 10 บาทต่อตัน และใช้เวลาเพียง 7 วัน ในการกำจัดมอดและด้วงงาในข้าว ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกข้าวอินทรีย์ของไทย โดยที่ผ่านมา ไทยผลิตข้าวอินทรีย์จำนวน 69,000 ตัน และมีการส่ง 5,966 ตัน มีมูลค่าส่งออกประมาณ 243 ล้านบาท
ชูศักดิ์ ว่องวิชชกร หัวหน้าด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพ กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จากการตรวจสอบโรงงานบรรจุข้าวถุง บริษัท สยามเกรนส์ ผู้ผลิตข้าวถุงยี่ห้อโคโค่ หลังมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแถลงผลตรวจสารเคมีตกค้างในข้าวถุงพบ ข้าวยี่ห้อ โคโค่ พบว่าเกิดความผิดพลาดทางเทคนิคในการรมข้าวถุง โดยปกติจะต้องรมข้าวที่เป็นวัตถุดิบก่อนบรรจุ การที่บริษัทรมควันหลังบรรจุแล้ว ทำให้สารซึมเข้าไปในถุงข้าวผ่านรูที่เจาะไว้ไล่อากาศ จึงระเหยออกจากถุงยาก โดยทางบริษัทผู้ผลิตรับทราบและรับปากจะแก้ไขแล้ว พร้อมทั้งเก็บข้าวที่มีปัญหาจำนวน 3,000 ถุง ออกจากตลาดแล้ว
ขณะที่ นายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯ ได้มีมติเมื่อวันที่ 17ก.ค. เตรียมจัดโครงการตรวจสอบข้าวบรรจุถุง โดยเชิญมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคมาร่วมโครงการ เพื่อร่วมกันตรวจสอบสารคมควันเมทิลโบรไมด์ ผ่านสถาบันนานาชาติอย่างเอสจีเอส โอมิกซ์ ซึ่งจะเป็นผู้ตรวจสอบสารรมควันมอด เบื้องต้นตั้งเป้าตรวจสอบเดือนละ 1 ครั้งซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วนที่สมาคมฯ ต้องการสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์อุตสาหกรรมข้าวไทยให้กลับคืนมา หลังกระแสข่าวและผลจากตรวจจากมูลนิธิฯ กระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค คู่ค้าจากต่างประเทศ ซึ่งไม่สามารถประเมินความเสียหายได้
“ตอนนี้ต้องรอให้มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคตอบรับ คาดว่าจะร่วมแถลงข่าวในวันที่ 24 ก.ค.นี้ โดยเริ่มดำเนินโครงการได้ในเดือนส.ค.นี้ ทันที ส่วนมาตรฐานการผลิตข้าวบรรจุถุงที่จำหน่ายในประเทศและส่งออก ยืนยันว่าเป็นมาตรฐานเดียวกัน และผู้ผลิตข้าวบรรจุถุง 80% ไม่เน้นส่งออก”นายสมเกียรติกล่าว
นายวิพุธ หวั่งหลี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารงานขายและการตลาด บริษัท ชัยทิพย์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวพนมรุ้ง เปิดเผยว่า บริษัทส่งออกข้าวไปจีนมานานหลายปี โดยส่งออกปีละกว่า 1,000 ตัน ซึ่งข้าวพนมรุ้งไม่เคยมีปัญหา และไม่เคยทราบว่าจีน มีข้อกำหนดว่าต้องมีสารเมทิลโบรไมด์ตกค้างไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมมาก่อน ซึ่งขณะนี้คู่ค้าจากจีนยังไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับมาในทางที่ไม่ดี อีกทั้งผู้ประกอบการข้าวทุกรายเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานการรมควันและยึดมาตรฐาน CODEX ต้องไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มการค้าระหว่างประเทศบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า มาตรฐานข้าวบรรจุถุงในประเทศและส่งออกจะใช้เกณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ เป็นมาตรฐานข้าวไทยเหมือนกันในทุกประเทศ และข้าวไทยไม่เคยโดนว่าเป็นสินค้าที่มีอันตรายเรื่องสารตกค้างเกินมาตรฐาน ส่วนกรณีนายสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ บริษัทซีพีได้ถอนฟ้องเรียบร้อยแล้ว
นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า จากการตรวจโรงงานบรรจุข้าวถุง บริษัท สยามเกรนส์ หลังมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแถลงผลตรวจสารเคมีตกค้างในข้าวถุงพบ ข้าวยี่ห้อ โคโค่ มีสารเมทิลโบร์ไมด์ที่ใช้ในการรมข้าวเพื่อป้องกันมอดและแมลงเกินมาตรฐาน CODEX 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งกำหนดโดยองค์การอนามัยโลก
สำหรับข้อเท็จจริงอย.ได้เก็บผลตรวจข้าวยี่ห้อเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม และผลตรวจออกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมพบว่าเกินมาตรฐานเช่นกัน จึงต้องมีการตรวจซ้ำในวานนี้ (17 ก.ค.) เพื่อยืนยันได้ว่าข้าวมีสารเกินมาตรฐานจริงหรือไม่ โดยบริษัทดังกล่าวมีข้าวทั้งหมด 3 ยี่ห้อ ซึ่งจะทราบผลภายใน 23 วัน
นายชูศักดิ์ ว่องวิชชกร หัวหน้าด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพ กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าเกิดความผิดพลาดทางเทคนิคในการรมข้าวถุง โดยปกติจะต้องรมข้าวที่เป็นวัตถุดิบก่อนบรรจุ จะไม่มีการรมข้าวหลังบรรจุแล้วซึ่งขัด หลักวิธีการ การที่บริษัทรมควันหลังบรรจุแล้ว ทำให้สารซึมเข้าไปในถุงข้าวผ่านรูที่เจาะไว้ไล่อากาศ ทำให้มีการระเหยออกจากถุงยาก และอาจเป็นสาเหตุทำให้ตรวจพบง่าย โดยทางบริษัทผู้ผลิตรับทราบและรับปากจะแก้ไขแล้ว พร้อมทั้งเก็บข้าวที่มีปัญหาจำนวน 3,000 ถุงออกจากตลาดแล้ว







