
รัฐหมดน้ำยากระตุ้นเศรษฐกิจ
การระดมกำลังรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพื่อหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การระดมกำลังรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพื่อหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2556 อยู่ในช่วงขาลงอย่างรุนแรง
แต่ทว่าการประชุมก็ยังไร้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตอนนี้ยิ่งวันยิ่งทรุด โดยนายกรัฐมนตรีทำได้แค่สั่งการให้กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปติดตามการลงทุนและการบริโภคที่อ่อนตัวลง และหามาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี
การดำเนินการของทีมเศรษฐกิจ เป็นเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง ไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทั้งๆ ที่การชะลอตัวของเศรษฐกิจมีมาตั้งแต่ไตรมาสแรก
ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจของปี ทุกสำนักทางเศรษฐกิจฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่าขยายตัวได้น้อยกว่าที่คาดไว้ และทุกสำนักต่างปรับประมาณการเศรษฐกิจจากที่จะโต 56% เหลือ 45%
ที่น่ากลัวมีหลายสำนักประเมินว่า มีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจปีนี้จะโตได้น้อยกว่า 4% ต่อปี เพราะเศรษฐกิจโลกโตได้น้อยกว่าที่คาด การส่งออกของไทยยังทรุดหาทางขึ้นไม่เจอ การบริโภคภายในประเทศเครื่องดับสนิท ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐการเบิกจ่ายการลงทุนก็เข็นไม่ขึ้น
แม้แต่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ก็ยังออกตัวว่าเศรษฐกิจไทยไม่สามารถขยายตัวสวนทางกับเศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในช่วงขาลงได้ และมีความเป็นไปได้ที่กระทรวงการคลังจะต้องปรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจลงอีก
หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลยังออกตัวอีกว่า รัฐบาลไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเป็นเรื่องไม่ถาวร แต่จะเน้นมาตรการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการลงทุน
แนวทางของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจจึงสวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลระดมรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
หลายฝ่ายประเมินว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 45% จะต้องมีการระดมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ในช่วงที่เหลือของปีให้มากที่สุด
แต่การที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจออกมาระบุว่า จะไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นนั้น แม้ไม่ได้อธิบาย แต่ประเมินได้ว่าเพราะรัฐบาลไม่มีเงิน ประเทศอยู่ในสภาพชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะมีการใช้เงินจำนวนมหาศาลกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2555 ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ถึง 6.4% จากปี 2554 ที่เศรษฐกิจแทบไม่ขยายตัวจากพิษน้ำท่วมใหญ่
ปี 2555 รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากรถคันแรกใช้เงินไปถึง 9 หมื่นล้านบาท เป็นภาระงบประมาณต้องมาจ่ายคืนในปี 2556 และ 2557 ปีละกว่า 34 หมื่นล้านบาทต่อปี
โครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลใช้เงินกู้ไปกว่า 6 แสนล้านบาท จากเดิมที่จะไม่ให้เกิน 5 แสนล้านบาท และยังมีผลขาดทุนปีแรกถึง 2.6 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลพยายามซุกไว้ใต้พรมไม่ยอมเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้
การลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 ทำให้รายได้รัฐบาลหายไปถึง 1.5 แสนล้านบาท และทำให้การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2555 ต่ำกว่าเป้าในรอบกว่า 10 ปี
จะเห็นว่ารัฐบาลทุ่มสุดตัวในการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะได้ผลดี แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังคือภาระของประเทศกองโต ทั้งหนี้สินจำนวนมหาศาล และความเสียหายกองใหญ่ ส่งผลให้วันนี้รัฐบาลหมดทางที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เหมือนปีที่ผ่านมา เนื่องจากเงินหมดหน้าตัก
สิ่งที่เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลหมดเงิน คือ โครงการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาทที่รัฐบาลต้องลดราคาจำนำลงในฤดูการผลิตใหม่ที่จะมาถึงปลายปีนี้ ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดจะลดเหลือตันละเท่าไร เนื่องจากรัฐบาลมีปัญหาการบริหารโครงการ ทั้งจากรับจำนำราคาสูงกว่าตลาด ข้าวขายไม่ออก ขายได้ก็ขาดทุน แถมยังมีการทุจริตจากโครงการจำนวนมาก
ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ลดราคารับจำนำข้าวเหลือตันละ 1.2 หมื่นบาท แต่ได้รับการต่อต้านจากชาวนาอย่างหนัก ทำให้รัฐบาลต้องกลืนน้ำลายตัวเองกลับลำปรับราคารับจำนำข้าวขึ้นมาตันละ 1.5 หมื่นบาท เพราะไม่ต้องการเสียคะแนนเสียง
แต่ถึงอย่างไรราคารับจำนำข้าวต้องปรับลดลงอย่างแน่นอน เพราะหากคงไว้ที่ราคาเดิม การใช้เงินกู้ในโครงการรับจำนำอาจจะพุ่งสูงไปถึง 1 ล้านล้านบาท ทำให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศมีปัญหาจนอาจนำมาซึ่งการลดอันดับเครดิตประเทศในที่สุด
โครงการรับจำนำข้าว จึงเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลถังแตก เดินหน้ารับจำนำราคาเดิมก็ไม่ได้ จะลดราคาจำนำก็ต้องยอมเจ็บเสียคะแนนทางการเมือง ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญว่ารัฐไม่มีแรงกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นให้ขยายตัวได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจปีนี้จะหลุดเป้า
ขณะที่มาตรการรถคันแรกที่เป็นพระเอกคู่กับโครงการรับจำนำกระตุ้นเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา มาถึงวันนี้ก็ต้องบอกว่าหมดแรง เพราะมีการส่งมอบรถไปแล้วจำนวนมาก เหลือแต่ภาระของประเทศที่ต้องหาเงินมาคืน ขณะที่ผู้ซื้อรถก็แบกหนี้จนท่วมตัว
เมื่อหมดแรงทุ่มเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ต้องหากินกับมาตรการกระตุ้นเก่าๆ ที่เป็นเหมือนยาสามัญใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ คือ การเร่งการใช้จ่ายภาครัฐบาล โดยการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน และเงินกู้จาก พ.ร.ก.น้ำ 3.5 แสนล้านบาท ในส่วนของงบลงทุนรัฐบาลก็ไม่มีแผนอะไรใหม่ๆ ที่จะผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
ขณะที่เงินกู้ พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาทก็หวังไม่ได้หลังจากโดนศาลปกครองสั่งให้ไปทำประชาพิจารณ์ประชาชนก่อนเซ็นสัญญา ทำให้โครงการล่าช้าออกไปอีกนาน ไม่สามารถกู้มาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ปีนี้
จะหวังมาตรการการลดภาษีบุคคลธรรมดาที่รัฐบาลพยายามให้มีผลของรายได้ในปีนี้ ที่จะมีการยื่นภาษีต้นปีหน้า ทำให้ผู้เสียภาษีได้เงินจากการลดในปีหน้า จึงไม่ได้ส่งผลกับเศรษฐกิจในปีนี้
จะเห็นว่ารัฐบาลเจอทางตัน ไร้กำลังขุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะทรัพย์จาง เนื่องจากใช้มือเติบในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหวังกล่องไม่คิดถึงความยั่งยืน ทำให้เศรษฐกิจไม่มีสมดุล
การที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้า จะทำให้มีปัญหาใหม่ๆ มาสุมให้รัฐบาลแก้ไม่หวาดไม่ไหว เพราะการที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำ เท่ากับเงินในกระเป๋าของคนน้อยลง การลงทุนก็หดตามกำลังซื้อไปด้วย ขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้นจากที่รัฐบาลส่งเสริมให้เป็นหนี้สารพัด
เมื่อผสมโรงกับราคาสินค้าแพงและค่าครองชีพสูงที่ทำอย่างไรก็เอาไม่อยู่ จะทำให้ปัญหาเศรษฐกิจทวีความรุนแรงจนแก้ไม่ตกมากขึ้น ยิ่งในภาวะที่รัฐบาลหมดน้ำยากระตุ้น
ยิ่งเหนื่อย...







