
เสื้อเหลืองออกโรง เพิ่มแรงบีบรัฐบาล เติมเชื้อปฏิวัติ
การที่พันธมิตรฯออกมาเคลื่อนไหว ผิวเผินเหมือนรัฐบาลได้พวก แต่หากมองให้ลึกกลับกลายเป็นการกดดันรัฐบาล ซ้ำยังอาจะเป็นชนวนของการ "ปฏิวัติ"
การที่พันธมิตรฯออกมาเคลื่อนไหว ผิวเผินเหมือนรัฐบาลได้พวก แต่หากมองให้ลึกกลับกลายเป็นการกดดันรัฐบาล ซ้ำยังอาจะเป็นชนวนของการ "ปฏิวัติ"
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ล่าสุด กับจุดยืนที่สะท้อนผ่านแถลงการณ์ ขีดเส้นตายให้เวลารัฐบาล 7 วัน กับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง มิฉะนั้น กลุ่ม พธม. จะเป็นผู้ออกมาดำเนินการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
ผิวเผินเหมือนจะเป็นการดีสำหรับ “รัฐบาล” ที่ได้ “ตัวช่วย” ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรร่วมรบฝ่าฟันระบอบทักษิณกันมายาวนาน กับการใช้ “เสื้อเหลือง” เข้ามาคานอำนาจ “เสื้อแดง” แบบไม่ต้องลงทุนลงแรง ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงให้ตัวเองต้อง “มือเปื้อนเลือด”
ทว่าเอาเข้าจริง... การกระโดดลงมาสู่สนามความขัดแย้งของ “เสื้อเหลือง” เที่ยวนี้ ยิ่งจะกลายเป็นปัจจัยกดดันรัฐบาลเพิ่มเติม ด้วยคู่ขัดแย้งใหม่ในวิกฤตที่เดิมก็ยังไม่สามารถหาทางออกได้
เค้าลางความวุ่นวาย ปั่นป่วน จึงกำลังเริ่มก่อตัว ค่อยๆ “ซ้ำเติม” วิกฤตเดิมให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลา 7 วันนับจากนี้ ไปจนถึงช่วงเวลาหลัง 7 วันผ่านไป ทั้งในกรณีที่ “รัฐบาล” สามารถจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ หรือไม่สามารถจัดการปัญหาได้ก็ตาม
ด้วยสถานะของ “รัฐบาล” ที่จะต้องวางตัว “เป็นกลาง” ไม่เข้าข้างสีใดสีหนึ่ง รวมทั้งไม่สามารถเลือกที่รักมักที่ชัง เลือกปฏิบัติได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเชียร์ หรือกลุ่มต้าน รัฐบาลย่อมต้องปฏิบัติต่อกลุ่มต่างๆ อย่างเท่าเทียม
การเริ่มปรากฏตัวของกลุ่มเสื้อเหลืองในช่วงเวลานี้ จึงไม่น่าใช่เรื่องดีต่อ “รัฐบาล” หนำซ้ำยังกลายเป็นฝ่ายที่ถูก “กดดัน” มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะจากฝ่ายเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือแม้แต่จากสังคมทั่วไป ที่คาดหวังเห็นการดำเนินการจัดการวิกฤตที่เกิดขึ้น
รัฐบาลเองก็ตกอยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ไม่ว่ารัฐบาลจะอยากจัดการสลายการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงในพื้นที่แยกราชประสงค์มากแค่ไหน แต่หากลงมือดำเนินการในช่วงภายใน 7 วันนี้ ย่อมกลายเป็นที่ครหาว่า เป็นเพราะแรงบีบจากฝ่ายเสื้อเหลือง ถึงขั้นยอมทำให้รัฐบาลยอมทำตาม
นั่นจะกลายเป็น “ชนวน” ให้เสื้อแดงหยิบยกนำไปเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาล ด้วยข้อหา 2 มาตรฐาน ซึ่งเป็นเป้าที่ถูกหยิบยกมาโจมตีโดยตลอด ยังไม่รวมกับความสัมพันธ์เดิมที่ “เสื้อเหลือง” เคยออกมาทวงบุญคุณว่าถ้าไม่มีเสื้อเหลืองก็คงไม่มีรัฐบาลในวันนี้
อีกด้านหนึ่ง หากรัฐบาลยังไม่สลายการชุมนุมภายใน 7 วันนี้ นอกจากจะไป “ตอกย้ำ” ความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงานของ “รัฐบาล” หากถึงขั้นต้องปล่อยให้ “เสื้อเหลือง” ออกมาจัดการเสื้อแดงด้วยตัวเอง ย่อมมีแต่จะทำให้ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลลดลงไปเรื่อยๆ
ยิ่งหากถึงวันหนึ่งที่ “เสื้อเหลือง” ออกมาชุมนุมต้าน “เสื้อแดง” หรือตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ของกลุ่ม พธม. ว่า
“หากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการใดๆ จนส่งผลทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อชาติและราชบัลลังก์ กลุ่ม พธม. จะทำหน้าที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญในการพิทักษ์รักษาชาติและราชบัลลังก์ทันที”
ย่อมหนีไม่พ้นถึงประเด็นสงสัยตามมาในเรื่อง “สิทธิ” และขอบเขตของอำนาจหน้าที่ “เสื้อเหลือง” ที่อยู่ตรงไหน ทำไมถึงสามารถออกมาทำ “หน้าที่” ที่ควรจะเป็นบทบาทของ “รัฐ”
ยิ่งในสถานการณ์ภายใต้สภาพการบังคับใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หาก “เสื้อเหลือง” ออกมาเคลื่อนไหวมวลชน ย่อมต้องอยู่ในสภาพบังคับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้ เช่นเดียวกับ “เสื้อแดง” ไม่สามารถเลือกปฏิบัติได้
เลี่ยงไม่ได้กับ “แรงกดดัน” ทั้งหมดที่ตกมายัง “รัฐบาล” เพราะหากปล่อยให้ “เสื้อเหลือง” จัดการ “เสื้อแดง” ย่อมเป็นปัญหาเรื่องการเลือกปฏิบัติ หรือหากไม่จัดการกับทั้ง “เสื้อเหลือง” และ “เสื้อแดง” ย่อมไปตอกย้ำ “สภาพไร้บังคับ” ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และสะเทือนต่อไปถึงอำนาจรัฐบาล
การขีดเส้นตายของ “เสื้อเหลือง” กับการออกมา “ไล่เสื้อแดง” อีกด้านหนึ่งจึงเป็นการ “ไล่รัฐบาล” ไปกลายๆ เพราะหากรัฐบาลไม่สามารถทำหน้าที่รัฐบาลได้ จนต้องปล่อยให้กลุ่ม พธม. เข้ามาจัดการก็ไม่สมควรจะอยู่ในสถานะผู้บริหารประเทศอีกต่อไป
การกลับมาอีกครั้งของ “เสื้อเหลือง” ในจังหวะเวลานี้จึงมีแต่จะบีบคั้นสถานการณ์ให้ความขัดแย้ง ความวุ่นวาย และความกดดันเพิ่มมากขึ้น จนยากจะหาทางออกต่อไปได้ เมื่อความวุ่นวายถูกล็อกหนักด้วยคู่ขัดแย้งเพิ่มเติม
ทั้งในแง่...หากรัฐบาลต้องการเข้าสู่กระบวนการเจรจาอีกรอบ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดของวิกฤตความขัดแย้ง ลำพังแค่สองฝ่าย รัฐบาล เสื้อแดง ก็ดูจะหาข้อยุติลงตัวไม่ได้แล้ว หากต้องมีเสื้อเหลืองเข้ามาในโต๊ะเจรจาอีกย่อมมีแต่จะทำให้การเจรจาไร้ข้อยุติมากขึ้น
ระยะเวลา 6 วันนับจากนี้ จึงเป็นอีกห้วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศการชุมนุมที่ “เสื้อแดง” ออกมาเตรียมชุมนุมใหญ่วันนี้ กับการปรับแผนรื้อโครงสร้าง ศอฉ. ดัน “บิ๊กป๊อก” เข้ามาบัญชาการสถานการณ์แบบเต็มตัว
ท่ามกลางบรรยากาศการงัดข้อของทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นการส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นไปประจำตึกสูงย่านราชประสงค์เฝ้าระวังเหตุ จนเสื้อแดงต้องมาส่งการ์ด นปช. ประกบ จนถึงการ “ยื้อ” กันบริเวณย่านสีลมที่ ศอฉ. ประกาศสกัดห้ามเข้าเด็ดขาด
เมื่อรวมกับแรงกดดันจาก “เสื้อเหลือง” ที่ออกมาฮึ่มฮั่ม เตรียมเข้าสู่สนามความขัดแย้ง รอฟังแค่ “เสียงนกหวีด” ก็พร้อมจะระดมมวลชนออกมาชุมนุม “งัดข้อ” กับ “เสื้อแดง” ยิ่งเติมเชื้อไฟให้สถานการณ์ขณะนี้กรุ่นยิ่งขึ้น
บรรยากาศการเมืองเหมือนจะหวนกลับไปยังเหตุการณ์ในช่วง 2548 สลับแค่ตำแหน่งผู้เล่นระหว่างเสื้อเหลืองและเสื้อแดง โดยเฉพาะสิ่งที่ทุกฝ่ายกลัวว่าจะ “ซ้ำรอย” มากที่สุดก็คือการ “ปฏิวัติ”
ยิ่งเหตุผลหนึ่งที่นำมาอ้างในการปฏิวัติครั้งนั้น คือ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสีย สงครามการเมือง จากการปะทะกันระหว่างเสื้อเหลืองและเสื้อแดง
คงได้แต่รอดูว่าการที่เสื้อเหลืองพาตัวเองเข้ามาเป็น “หมาก” ตัวหนึ่งในกระดานความขัดแย้งเที่ยวนี้ นอกจากจะเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลแล้ว จุดจบสุดท้ายจะจบลงที่ “ปฏิวัติ” ล้มกระดานอย่างที่หลายฝ่ายเป็นห่วงหรือไม่







