posttoday
ปฏิบัติการกระชากค่าครองชีพ 'แพงทั้งแผ่นดิน'

ปฏิบัติการกระชากค่าครองชีพ 'แพงทั้งแผ่นดิน'

13 กรกฎาคม 2556

หนึ่งในนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่มัดใจประชาชน ทำให้ชนะการเลือกตั้งทิ้งขาดคู่แข่ง คือ การกระชากค่าครองชีพ ที่นับวันนโยบายนี้ก็ยิ่งห่างไกลความเป็นจริง

หนึ่งในนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่มัดใจประชาชน ทำให้ชนะการเลือกตั้งทิ้งขาดคู่แข่ง คือ การกระชากค่าครองชีพ ที่นับวันนโยบายนี้ก็ยิ่งห่างไกลความเป็นจริง

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ค. และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในเดือน มิ.ย. 2556 เสนอเข้าที่ประชุม

ในรายงานกลับกลายเป็นตอกย้ำการไปไม่ถึงเป้าหมายของการกระชากค่าครองชีพ เพราะตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจที่สำคัญล้วนลดต่ำลงทุกด้าน มีเพียงราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นโดยตลอด

สศช.รายงานข้อมูลราคาสินค้าตั้งแต่เดือน ก.ย. 2554 ถึงเดือน มิ.ย. 2556 กลับพบว่าราคาสินค้าหลายหมวดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญที่ประชาชนใช้บริโภคและอุปโภคทั้งสิ้น อาทิ ราคาผักสดเพิ่มขึ้น 25.8% ราคาผลไม้สดเพิ่มขึ้น 16.3% ราคาอาหารบริโภคในบ้านสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 5.4%

ราคาไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 19.9% ราคาน้ำประปาเพิ่มขึ้น 12% ราคาเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 14.7% ราคายาสูบเพิ่มขึ้น 12.8% และราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 3.8%

การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า โดยเฉพาะราคาสินค้าบริโภคที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 1025% จากเดือน ก.ย. 2554 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับภาวะเศรษฐกิจนั้น ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนเดือน พ.ค. หดตัว 0.2% เทียบกับเดือนเม.ย. ที่ขยายตัว 1.8% และไตรมาส 1 ที่ขยายตัว 3.9% การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเดือน พ.ค. ติดลบ 1.6% เทียบกับเดือน เม.ย. ที่ขยายตัว 3.7% และไตรมาส 1 ที่ขยายตัว 6.9%

ดัชนีการลงทุนเอกชนเดือน พ.ค. ติดลบ 3.3% เทียบกับเดือน เม.ย. ที่ติดลบ 1.9% และไตรมาส 1 ที่ขยายตัว 11.1% ขณะที่มูลค่าการส่งออกเดือน เม.ย.พ.ค. ติดลบ 1.2% เทียบกับไตรมาส 1 ที่มูลค่าการส่งออกขยายตัว 4.5% โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออกเดือน พ.ค. ที่ขยายตัวติดลบ 5.1%

นอกจากนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณที่เป็นแรงขับเคลื่อนของภาครัฐ กลับพบว่าในเดือน เม.ย.พ.ค. การเบิกจ่ายแผ่วลง โดยการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2556 พบว่าเดือน พ.ค. การเบิกจ่ายงบในภาพรวมหดตัว 7.4% เทียบกับเดือน เม.ย. ที่การเบิกจ่ายขยายตัว 14.4% ขณะที่ไตรมาส 1 พบว่าการเบิกจ่ายติดลบ 30%

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตัวเลขการเบิกจ่ายงบลงทุนเดือน พ.ค. พบว่าขยายตัวติดลบ 23.6% เป็นการติดลบต่อเนื่องจากเดือน เม.ย. ที่การเบิกจ่ายงบลงทุนติดลบ 9.4% และเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ที่พบว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนขยายตัว 10.9% ส่วนการเบิกจ่ายงบประจำเดือน พ.ค. ติดลบ 4.2% เทียบกับเดือน เม.ย. ที่ขยายตัว 14.1%

ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณจากแผนบริหารจัดการน้ำ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน คาดว่ามีแนวโน้มเบิกจ่ายล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะแผนบริหารจัดการน้ำที่การเบิกจ่ายไม่ชัดเจน

“การประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2556 ที่คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 4.2-5.2% นั้น อยู่บนสมมติฐานของการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐทั้งปีไม่ต่ำกว่า 94% การเบิกจ่ายงบบริการจัดการน้ำ 6.7 หมื่นล้านบาท และการเบิกจ่ายงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1 หมื่นล้านบาท” รายงานจาก สศช. ระบุ

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. รายงานในที่ประชุมว่า เศรษฐกิจไทยเดือน พ.ค. อ่อนแรง คือ 1.กำลังซื้อภายในอ่อนตัวลง โดยเห็นได้จากยอดนำส่งอุปโภคประเภทคงทนถาวร อาทิ รถยนต์ ที่ยอดนำส่งรถยนต์ลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่การเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐมีแนวโน้มล่าช้า

และ2.การอ่อนตัวของกำลังซื้อภายนอก เห็นได้จากการส่งออกที่ขยายตัวลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวล่าช้า แม้สหรัฐจะปรับตัวดีขึ้นและดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 34 แต่ทางยุโรปยังมีปัญหา และคาดว่าปีนี้จะติดลบแน่นอน ซึ่งกระทบต่อผู้ผลิตเอเชียผู้ที่อยู่ใน supply chain โดยเฉพาะในจีน

ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลกได้ปรับลดอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโลกปี 2556 ลงเหลือ 3.1% จากก่อนหน้าที่ประเมินว่าจะขยายตัว 3.3-3.4%

“การที่สหรัฐจะเริ่มถอนตัวมาตรการคิวอีเร็วกว่ากำหนด ทำให้ค่าเงินดอลลาร์เริ่มแข็งขึ้น บวกกับเศรษฐกิจจีนที่อ่อนในภูมิภาค ก็ทำให้เงินสกุลเอเชียอ่อนตัวตามกันหมด ทั้งนี้เงินบาทเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐก่อนหน้านี้แข็งถึง 2829 บาท แต่เงินที่ไกลกลับไปที่สหรัฐเพิ่มมากขึ้น ทำให้เงินบาทไทยอ่อนลงมาแตะ 3031 บาทในขณะนี้”นายอาคมกล่าว

อาคม กล่าวว่า ในส่วนประเด็นราคาสินค้านั้นแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดย 6 เดือนแรกของปีนี้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7% เทียบกับปีก่อนที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% และเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี ไม่ได้หมายความว่าราคาสินค้าจะไม่เพิ่มขึ้น เพราะราคาสินค้าได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว

หลังจากการรายงานของ สศช. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล และไม่มีมาตรการใดๆ ออกมาเพิ่มเติมในการดูแลค่าครองชีพให้ประชาชน มีเพียงมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สศช. และกระทรวงการคลัง ศึกษาองค์ประกอบต้นทุนราคาสินค้าที่มีสัดส่วนสูงขึ้น และหามาตรการลดต้นทุนอย่างเหมาะสม

นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า นายกฯ สั่งการให้ดูแลต้นทุนการผลิตสินค้าต้นน้ำ เช่น พลังงาน ก๊าซหุงต้ม และปุ๋ย เป็นต้น ต้นทุนสินค้ากลางน้ำ และปลายน้ำ ตลอดจนช่องทางการจำหน่ายสินค้าเพื่อดูแลราคาสินค้าไม่ให้เพิ่มขึ้น และให้ทุกหน่วยงานหารือและสรุปมาตรการต่างๆ เสนอที่ประชุมใน 2-3 สัปดาห์

นิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า รัฐบาลติดตามดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง การที่ประชาชนลดการบริโภคลงในช่วงนี้ ไม่ได้หมายความว่าคนไทยไม่มีเงิน แต่เศรษฐกิจโลกที่ไม่ค่อยดีทำให้ประชาชนระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย และประหยัดมากขึ้น

“รัฐบาลจะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด เพราะคนกลัว ไม่กล้าใช้จ่าย” นิวัฒน์ธำรง กล่าวให้กระทรวงเกษตรฯพิจารณาลดต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และปลาป่น รวมทั้งการลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร เช่น ปุ๋ย การจัดโครงสร้างการจัดหน่ายสินค้าและโลจีสต์เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง การจัดโซนนิ่งภาคเกษตรเพื่อให้มีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ การควบคุมดูแลเพื่อลดอำนาจการผูกขาด ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า และจัดการแหล่งจำหน่ายสินค้า

กระทรวงการคลังเสนอให้นำที่ราชพัสดุมาจัดเป็นที่ค้าขายสินค้าให้พ่อค้าแม่ค้า การปรับโครงสร้างราคาพลังงานและส่งเสริมการบริโภคพลังงานที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมสั่งการให้สศช.กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ติดตามสถานการณ์การลงทุนและการบริโภคที่มีแนวโน้มลดลง เพื่อหาแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีต่อไป

นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า นายกฯสั่งการให้ดูแลต้นทุนการผลิตสินค้าต้นน้ำ เช่น พลังงาน ก๊าซหุงต้ม และปุ๋ย เป็นต้น ต้นทุนสินค้ากลางน้ำ และปลายน้ำ ตลอดจนช่องทางการจำหน่ายสินค้าเพื่อดูแลราคาสินค้าไม่ให้เพิ่มขึ้น และให้ทุกหน่วยงานหารือและสรุปมาตรการต่างๆเสนอที่ประชุมใน 23 สัปดาห์

นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า การดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพให้ประชาชน รัฐบาลติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การอุปโภคบริโภคสินค้าในช่วงที่ผ่านมาที่มีแนวโน้มลดลงนั้น ไม่ได้หมายความว่าคนไทยไม่มีเงิน คนไทยมีเงิน แต่เศรษฐกิจโลกที่ไม่ค่อยดีทำให้ประชาชนระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย และประหยัดมากขึ้น

“รัฐบาลดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และจะดำเนินมาตรการต่างๆเพื่อไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด เพราะคนกลัวไม่กล้าใช้จ่าย เราจับตาดูอยู่”นายนิวัฒน์ธำรงกล่าว

ค่าไฟค่าครองชีพ

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงานว่า กระทรวงพลังงานยืนยันจะตรึงอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ(เอฟที) รอบเดือนก.ย.ธ.ค. ออกไป เนื่องจากแนวโน้มค่าเอฟทีรอบสุดท้ายของปีมีโอกาศปรับขึ้น 2.8 สต./หน่วย โดยจะให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้ามาช่วยรับภาระดังกล่าวไปก่อน เพื่อเป็นการดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน ส่วนราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ยังยืนยันที่จำเป็นต้องปรับขึ้นในเดือนก.ย. เดือนละ 50 ส.ต.ต่อก.ก. โดยยังคงตรึงราคาในช่วงเดือนก.ค.ส.ค.นี้ไปก่อน แต่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีมาตรการช่วยเหลือจากการชดเชยราคาให้ ซึ่งในเดือนส.ค.นี้จะเริ่มประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงกระบวนการใช้สิทธ์เพื่อซื้อแอลพีจีในราคาเดิม

สำหรับนโยบายการปรับราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี) นั้นทางผู้บริหารบริษัทปตท.ได้มารายงานแผนการขยายปั๊มเอ็นจีวีและการให้บริการ ซึ่งเบื้องต้นถือว่าเป็นที่พอใจ แต่ยังไม่พิจารณาอนุมัติให้ปรับขึ้นราคาขายปลีกเอ็นจีวี จากปัจจุบันที่มีราคาอยู่ที่ 10.50 บาทต่อก.ก. โดยจะตรึงราคาระดับนี้จนถึงสื้นปี 2556 ซึ่งจะพิจารณาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2557


ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยจะเป็นตัวย้ำว่ารัฐบาลจะต้องกระชากค่าครองชีพลงตามสัญญาให้ได้ จากนี้ไปต้องจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะช่วยให้ประชาชนมีเงินเพิ่มมาสู้กับราคาสินค้าหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว