พระธรรมกวี (ฤาษีลิงแดง) เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส
วัดราชาธิวาส เป็นวัดหลวงชั้นโท ในชั้นวรวิหาร เป็น 1 ใน 16 วัด ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือผู้แทนพระองค์ ต้องเสด็จฯ
วัดราชาธิวาส เป็นวัดหลวงชั้นโท ในชั้นวรวิหาร เป็น 1 ใน 16 วัด ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือผู้แทนพระองค์ ต้องเสด็จฯ มาทรงทอดผ้าพระกฐินด้วยพระองค์เอง ปัจจุบันพระธรรมกวี (ลือชัย ป.ธ.7) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส
พระธรรมกวี ปัจจุบันอายุ 83 ปี เกิดวันที่ 7 ก.ค. 2473 ที่ อ.สิงหนคร จ.สงขลา มาอยู่วัดราชาธิวาสเมื่อปี พ.ศ. 2504 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ปี พ.ศ. 2543 ด้วยความจำใจ จึงบอกที่ประชุมพระสังฆาธิการในวัดประจำเดือนว่า อยากลาออกจากเจ้าอาวาสเต็มที เมื่อลาออกไม่ต้องรับผิดชอบดูแลวัดและลูกวัด จะได้ไปพักในวัดและสถานที่ท่านชอบ เช่น วัดลิเจีย จ.กาญจนบุรี เป็นต้น ท่านบอกว่าไปพักเมื่อไร มีความสุขสบาย โรคภูมิแพ้ที่เป็นโรคประจำตัวแสดงบทบาทไม่ได้ กลับมากรุงเทพฯ เมื่อไรเข้าในกุฏิก็รู้สึกอึดอัด
ผู้เขียนขออนุญาตเข้าไปในกุฏิ สัมผัสแรกก็รู้เลยว่าหายใจไม่คล่อง เพราะการระบายอากาศไม่ค่อยดี จึงถามว่าหลวงพ่อจำวัตรในนี้หรือไม่ ได้คำตอบว่าไม่ แต่ใช้เป็นที่อ่านและเขียนหนังสือ
ในห้องจึงมีหนังสือมาก พร้อมทั้งเครื่องไทยธรรมที่ญาติโยมถวาย ที่เห็นชั้นกองอยู่จำนวนมากนอกจากหนังสือก็เป็นผ้าไตรจีวร
จึงถามว่าทำไมจึงไม่ติดเครื่องปรับอากาศ ท่านก็บอกว่าแพ้อากาศเย็นที่ได้จากเครื่องปรับอากาศเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นท่านจำวัตรที่ไหน หลวงปู่ในวัย 83 ปี จูงมือให้ไปดูกุฏิอีกหลังหนึ่งชี้ให้ดูชั้น 2 ที่เป็นที่พักหลังจากขึ้นบันไดหรือจะลงบันไดมีพื้นที่กว้างประมาณ 2 เมตร ว่าตรงนี้คือที่จำวัด ได้รับอากาศ... โดยไม่มีอะไรขวางกั้น ทั้งทิศเหนือ ทิศใต้ และเพื่อป้องกันยุงที่ชุมนักชุมหนา ท่านก็กางกลดจำวัด พร้อมกับบอกว่า ไม่อยากบอกเลยว่าท่านจำวัดหน้ากระได กลัวคนแอบมาแกล้ง
เมื่อมองบริเวณที่พักของหลวงปู่ที่สำเนียงเสียงยังเป็นทองแดงตลอด จะเห็นแผ่นสังกะสีทาสีดำขนาดเล็กใหญ่ต่างๆ กัน มีข้อความเป็นทั้งคติเตือนใจ สั่งสอนชี้ทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องสำหรับคนที่มีอวิชชาโมหะครอบงำ แม้กระทั่งคำพูดแซวลูกวัด ฉันอิ่ม จิ้มฟัน นินทาสมภาร เป็นต้น ลงชื่อฤๅษีลิงแดง ผู้เขียน
ท่านบอกว่าเป็นผลงานสนุกๆ ของท่านไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ใช่แต่มีที่สังกะสีแขวนไว้ หากแต่ในสมุดบันทึกก็เขียนไว้เยอะแยะ ถามว่าเคยมีใครเอาไปรวมเล่มบ้างหรือไม่ ท่านบอกว่าโยมรู้ไหมคนไม่อ่านหนังสือเป็นเล่มๆ โดยเฉพาะหนังสือธรรมะ ยิ่งหาคนอ่านยาก แต่ถ้าเขียนใส่สังกะสีติดไว้ตามที่ต่างๆ กลับได้รับความสนใจ มีคนมาอ่านมาจด นักศึกษามากันเป็นกลุ่มๆ มาจดมาคัดเอาไป ก็เรียกว่าเข้าถึงคนอ่านได้ดีกว่าสื่อคำสอนอื่นๆ
ทำไมจึงใช้นามปากกาว่าฤๅษีลิงแดง ท่านก็เล่าว่าหลายปีมาแล้วมีกรณีพิพาทกันระหว่างท่านฤๅษีลิงดำและลิงขาว เป็นข่าวพูดถึงกันมากท่านจึงใช้ฤๅษีลิงแดง ติดกระแสไปด้วยแต่ไม่มีใครรู้จัก เท่าฤๅษีลิงดำและฤๅษีลิงขาว
เมื่อถามว่าดีใจไหมที่พระเทพวิสุทธิกวี (เกษม ป.ธ.9) พ้นมลทินแล้ว ท่านตอบทันทีว่าพระเทพวิสุทธิกวี ไม่มีมลทินอะไร แต่ที่เกิดปัญหาขึ้นนั้น เป็นเรื่องการเมืองในมหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่ความรู้ความสามารถของพระเทพวิสุทธิกวีนั้นมีมากถึงขั้นเป็นอธิการบดีก็ย่อมได้
ท่านเล่าว่าตลอดเวลาที่พระเทพวิสุทธิกวีถูกการเมืองในมหาวิทยาลัยเล่นงาน ท่านในฐานะเจ้าอาวาสก็ไม่เคยทอดทิ้งพร้อมยินดีรับผิดชอบจึงสนับสนุนให้ท่านทำงานทุกอย่าง เช่น การตั้งสถานีวิทยุชุมชนในวัดท่านก็สนับสนุน และอื่นๆ อีกทั้งนี้เคยมีคนถามว่าในวัดนี้ท่านรักใคร ท่านตอบว่ารักพระมหาเกษม หรือพระเทพวิสุทธิกวี เพราะสามารถฝากผีฝากไข้ได้ แต่ถึงกระนั้นท่านก็ห่วงการทำงานของพระเทพวิสุทธิกวีด้วยเช่นกัน จึงพูดให้ข้อคิดว่า คำว่าศูนย์ (ศูนย์ แปลว่า วงกลมนะ ต้องระวัง)
ส่วนเรื่องที่ท่านต้องการลาออกจากเจ้าอาวาสนั้น แต่ไม่ได้ออกสักทีมีหลายปัจจัยนอกจากพระผู้ใหญ่ไม่ยอมแล้วในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ดูแลพระเณรอื่นๆ ด้วย ก็เป็นห่วงเหมือนกัน
ท่านเล่าเรื่องที่ไม่อยากเชื่อว่าจะเกิดในวัดใหญ่ๆ อย่างนี้ แต่ก็เกิดแล้ว คือ ไม่มีเด็กวัดแม้แต่คนเดียวในปัจจุบัน บางวันท่านดูเวลาจะเลยเพล ต้องฉันอาหาร แต่จะทำอย่างไร อาหารก็มี แต่ไม่มีคนมาประเคน จึงหันไปทางหลวงพ่อนาคที่ศักดิ์สิทธิ์ว่าเจ้าประคู้นขอบันดาลให้คนเดินผ่านสักคนเถิด จะได้เรียกมาประเคนอาหารท่านบอกว่าวันไหนไม่มีคนเดินผ่านก็อดเพลวันนั้น


