
หน้าผาเศรษฐกิจโลก วิกฤตเศรษฐกิจจีน
ในวันนี้ ผมคิดว่าข่าวใหญ่ในเศรษฐกิจโลกที่ทุกคนให้ความสนใจนอกจากเรื่องทิศทางการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐที่เรียกกันว่ามาตรการ QE ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องทิศทางของเศรษฐกิจของจีนที่เริ่มมีสัญญาณไม่ดีนัก ทำให้ผมต้องย้อนคิดไปถึงวิกฤตการณ์ทางการเงินสหรัฐเมื่อปี พ.ศ. 2551 หรือวิกฤตการณ์ทางการเงินของไทยและภูมิภาคเอเชียเมื่อปี พ.ศ. 2540 ซึ่งในปัจจุบันทุกคนต่างมองว่าเศรษฐกิจจีนที่เดิมจะเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกในอนาคต และเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แทนเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ประสบภาวะวิกฤตและยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ โอกาสและความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจการเงินในประเทศจีนจึงถือเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจที่ทุกคนกำลังจับตามอง
ในวันนี้ ผมคิดว่าข่าวใหญ่ในเศรษฐกิจโลกที่ทุกคนให้ความสนใจนอกจากเรื่องทิศทางการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐที่เรียกกันว่ามาตรการ QE ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องทิศทางของเศรษฐกิจของจีนที่เริ่มมีสัญญาณไม่ดีนัก ทำให้ผมต้องย้อนคิดไปถึงวิกฤตการณ์ทางการเงินสหรัฐเมื่อปี พ.ศ. 2551 หรือวิกฤตการณ์ทางการเงินของไทยและภูมิภาคเอเชียเมื่อปี พ.ศ. 2540 ซึ่งในปัจจุบันทุกคนต่างมองว่าเศรษฐกิจจีนที่เดิมจะเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกในอนาคต และเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แทนเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ประสบภาวะวิกฤตและยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ โอกาสและความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจการเงินในประเทศจีนจึงถือเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจที่ทุกคนกำลังจับตามอง
ในช่วงที่ผ่านมาหลังจากเกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 รัฐบาลจีนได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ และใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัว ซึ่งช่วยทำให้เศรษฐกิจจีนยังสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วและฟื้นตัวได้จากวิกฤตการเงินปี 2551 ดังนั้น การขยายตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีนในอดีตหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนต่างมองว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจีนดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คล้ายๆ กับเมื่อตอนสมัยต่างชาติมองเศรษฐกิจไทยก่อนเกิดวิกฤตปี 2540
ในความเป็นจริงแล้ว ทุกเศรษฐกิจไม่เว้นแม้เศรษฐกิจจีนก็จะต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติเช่นเดียวกับที่มนุษย์เราทุกคนต้องอาศัยอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลก คือ วันหนึ่งเศรษฐกิจจีนก็จะต้องชะลอตัวลงไม่ว่าจะเป็นเร็วหรือค่อยเป็นค่อยไป (หรือที่เรียกกันว่า Hard landing หรือ Soft landing) ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลจีนเองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็เข้าใจในจุดนี้ และได้เริ่มเปลี่ยนนโยบายที่เน้น “การเจริญเติบโต” มาเป็น “การเจริญเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ” อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนเป้าหมายของรัฐบาลจีนจะเห็นได้เร็วกว่าที่คาด คือ เราเริ่มจะเห็นเศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวชะลอลงแล้วในวันนี้ โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 เศรษฐกิจจีนขยายตัวเพียง 7.7% ต่ำกว่าฉันทามติโพลรอยเตอร์สที่คาดว่าอัตราการขยายตัวจะอยู่ที่ 8% และยังต่ำกว่าการขยายตัว 7.9% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2555 ซึ่งถ้าแนวโน้มยังคงมีอัตราการเติบโตที่ลดลงอย่างนี้ เป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวลดลงต่ำกว่า 6% ในปีนี้ได้ และผมคิดว่าอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนน่าจะมีแนวโน้มที่ลดลงในช่วงต่อจากนี้ไป จากตัวเลขเครื่องชี้เศรษฐกิจจีนต่างๆ ที่ออกมาล่าสุด
ผมว่าประเด็นที่น่ากลัวของเศรษฐกิจจีนในวันนี้คือระดับหนี้ที่สูงขึ้นมากนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2551 เป็นต้นมา เราจะเห็นว่าประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วของโลกได้เข้าสู่กระบวนการลดหนี้ (Deleveraging) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในขณะที่ประเทศจีนยังคงมีการเพิ่มหนี้ต่อเนื่องของทั้งภาครัฐบาล ภาคบริษัท ภาคครัวเรือน ซึ่งคนจีนส่วนใหญ่คงจะยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจโลกจะยังขยายตัวได้ดีต่อไป จนทำให้วันนี้เศรษฐกิจของประเทศจีนมีอัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP เพิ่มขึ้นสูงกว่า 110% ของ GDP ในช่วงปี 2552-2555 และทำให้อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อ GDP สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปัจจุบันที่ร้อยละ 205 ของ GDP ทั้งนี้ สถานะการก่อหนี้ (Leverage) ของเศรษฐกิจจีนและการลงทุนที่สูงนี้ ทำให้อัตราผลตอบแทนเงินลงทุนในประเทศจีนลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงปีที่ผ่านมา
ในวันนี้ หากทางการจีนไม่ระมัดระวัง เราอาจกำลังจะได้เห็นวิกฤตหนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นในเศรษฐกิจจีน ตั้งแต่ความเสี่ยงของการล่มสลายของตลาดสินเชื่อหนี้ส่วนบุคคล ไปถึงการต้องให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลท้องถิ่นที่มีสัญญาณว่าอาจจะกำลังประสบปัญหาทางการเงิน
ทั้งนี้ เมื่อเดือน ม.ค. 2556 ธนาคารพาณิชย์ของจีนจำเป็นต้อง Roll over หนี้ก้อนโตกว่า 482 พันล้านเหรียญสหรัฐของรัฐบาลท้องถิ่นจีน เพื่อเคยกู้ยืมเงินไว้สำหรับลงทุนในโครงการลงทุนต่างๆ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่สูงมากของการสะสมหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจจีน
ถ้าแนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อของจีนยังเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประกอบไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เริ่มช้าลงของจีน พวกเราอาจจะได้เห็นเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ภาวะวิกฤตการเงินได้นะครับ ซึ่งแน่นอนว่าเศรษฐกิจไทยเองก็คงต้องเข้าสู่ Mode ของการระวังภัยนะครับ เพราะจีนวันนี้เป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทย และเป็นนักลงทุน นักท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย ผมไม่อยากจะบอกข่าวร้ายว่า ในเดือน พ.ค. 2556 ที่ผ่านมา มูลค่าส่งออกของไทยไปจีนหดตัวกว่า 16.6% ครับ ทำให้มูลค่าการส่งออกในภาพรวมหดตัว 5.2% ครับ อนาคตของเศรษฐกิจจีน (และไทย?) น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกันนะครับ







