posttoday
เรื่องของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

เรื่องของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

03 กรกฎาคม 2556

คนไทยไม่ว่าจะเป็นสื่อ นักวิชาการ นักธุรกิจ ในช่วงนี้ก็พากันพูดถึงแต่ AEC (ASEAN Economic Community) เพราะ AEC เริ่มมาจ่อที่ปากประตูแล้ว เป็นอะไรที่ใกล้ตัวมาก เนื่องจากว่าประเทศที่จะทำการค้าขายกันก็เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รอบๆ ตัวเรานี่เอง แต่ถึงกระนั้นก็ยังปรากฏว่าผลการสำรวจความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง AEC ของคนไทย โดยทั่วไปเมื่อมีการประเมินผลออกมาแล้วไม่ดีนัก กล่าวคือ คนไทยอีกกว่าครึ่ง ซึ่งถ้าผู้เขียนจำตัวเลขไม่ผิดน่าจะ 60% กว่า ที่ไม่ทราบเรื่อง AEC เนื่องจากยังเห็นว่าการประชาสัมพันธ์มีน้อย ไม่ทั่วถึง รูปแบบของการให้ความรู้เรื่อง AEC ไม่ครอบคลุม ฯลฯ ก็น่าเห็นใจหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้เขียนเองอ่านแล้วก็เหนื่อยแทน ถ้าคนไทยอีกจำนวนมากยังไม่รักการอ่าน ติดตามและวิเคราะห์ข่าวสาร แต่กลับชอบความบันเทิง ติดตามละครเรื่องต่างๆ ตบตีกันบ้าง คุณชายบ้าง เราก็คงต้องอยู่กันแบบไทยๆ ต่อไป

คนไทยไม่ว่าจะเป็นสื่อ นักวิชาการ นักธุรกิจ ในช่วงนี้ก็พากันพูดถึงแต่ AEC (ASEAN Economic Community) เพราะ AEC เริ่มมาจ่อที่ปากประตูแล้ว เป็นอะไรที่ใกล้ตัวมาก เนื่องจากว่าประเทศที่จะทำการค้าขายกันก็เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รอบๆ ตัวเรานี่เอง แต่ถึงกระนั้นก็ยังปรากฏว่าผลการสำรวจความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง AEC ของคนไทย โดยทั่วไปเมื่อมีการประเมินผลออกมาแล้วไม่ดีนัก กล่าวคือ คนไทยอีกกว่าครึ่ง ซึ่งถ้าผู้เขียนจำตัวเลขไม่ผิดน่าจะ 60% กว่า ที่ไม่ทราบเรื่อง AEC เนื่องจากยังเห็นว่าการประชาสัมพันธ์มีน้อย ไม่ทั่วถึง รูปแบบของการให้ความรู้เรื่อง AEC ไม่ครอบคลุม ฯลฯ ก็น่าเห็นใจหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้เขียนเองอ่านแล้วก็เหนื่อยแทน ถ้าคนไทยอีกจำนวนมากยังไม่รักการอ่าน ติดตามและวิเคราะห์ข่าวสาร แต่กลับชอบความบันเทิง ติดตามละครเรื่องต่างๆ ตบตีกันบ้าง คุณชายบ้าง เราก็คงต้องอยู่กันแบบไทยๆ ต่อไป

แต่ที่ผู้เขียนตั้งใจจะเขียนในวันนี้ ไม่ใช่เรื่อง AEC แต่เป็นเรื่องที่ก้าวไปมากกว่า AEC เพราะ AEC นั้นเป็นการเปิดเสรีสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน คือ 3 เสาหลัก และดำเนินการกันระหว่างประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ คือ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม แต่ที่จะเขียนถึงต่อไปนี้ที่จะเรียกว่าก้าวไกลกว่า AEC หรือไม่ ผู้เขียนก็ยังไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ใจได้ก็คือ เป็นข้อตกลงที่ครอบคลุมประเทศมากกว่า ASEAN 10 ประเทศที่กล่าวถึงข้างต้น เนื่องจากเป็นสิ่งที่เขาเคยเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า อาเซียนบวก 6 คือ อาเซียน 10 ประเทศ บวกกับประเทศที่ถือว่าอยู่ในเอเชียอีก 6 ประเทศ

ที่ผู้เขียนใช้คำว่า “ถือว่าอยู่ในเอเชีย” หรือที่จริงจัดว่าอยู่ในเอเชีย เพราะสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ก็คือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่ประชากรไม่ได้มีรูปพรรณสัณฐานเป็นเอเชียนั่นเอง โดยสรุปอีก 6 ประเทศที่มาบวกกับอาเซียน 10 ประเทศนั้น ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ และมีชื่อเป็นทางการว่า “ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership) หรือเรียกสั้นๆ ว่า “อาร์เซ็ป” มาจากตัวย่อ คือ “RCEP” ดังนั้นวันหลังหากท่านผู้อ่านได้ยินคำว่า “อาร์เซ็ป” ก็คือไอ้เจ้า “RCEP” หรือความตกลงดังกล่าวข้างต้นนี่เอง อาเซียนก็เหมือนกับความตกลงทางเศรษฐกิจหรือความตกลงต่างๆ ของโลกที่ชอบมีตัวย่อมากมาย เรียกกันจนงงไปข้าง ไม่ทราบว่าอะไรเป็นอะไร

สำหรับ RCEP นี้ เป็นผลมาจากที่ผู้นำอาเซียนต้องการให้มีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นมากกว่าที่มีมา เพื่อให้เกิดตลาดใหญ่ ทำการค้าขายกันเอง เนื่องจากทางทวีปอเมริกาเองก็มีความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐ เม็กซิโก และแคนาดา แล้วต่อมาสหรัฐก็ทำความตกลงกับหลายประเทศในอเมริกาใต้อีก เช่น ชิลี เป็นต้น ทวีปยุโรปเองก็มีสหภาพยุโรปที่สมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยรวมยุโรปตะวันออกเข้ามาเรื่อยๆ ขณะที่การเจรจาการค้าหลายฝ่ายรอบโดฮาภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO – World Trade Organization) กลับมีความคืบหน้าไปได้น้อย หรือทำท่าว่าจะไม่สามารถจบลงได้ ดังนั้นเอเชียเองจึงต้องหันหน้ามาพึ่งกันเองมากขึ้น

เอเชีย 16 ประเทศดังกล่าวข้างต้น มีประชากรรวมกันถึง 3,300 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 50% ของประชากรโลก และส่วนใหญ่ก็เป็นประชากรที่มีอำนาจซื้อ หากดูจาก GDP (Gross Domestic Product) ก็มีสูงถึง 17,100 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 27% ของ GDP โลก ทั้งนี้ผู้นำอาเซียนได้วางแนวไว้ว่าความตกลง RCEP นี้จะมีมาตรฐานกว้างและเข้มข้นกว่าความตกลงการค้าเสรีที่อาเซียนได้ทำไว้เดิมกับคู่เจรจา ที่เรียกว่า “อาเซียน +1” เช่น ความตกลง “อาเซียน–จีน” เป็นต้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นการทำความตกลงอาเซียน +1 ห้ากรอบ 6 ประเทศที่ทำกันไว้มาร่วมกันเจรจา โดยนำประเทศที่ยังไม่มี FTA หรือการเจรจาเปิดเสรีการค้ามารวมด้วย มีการร่วมกันสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ด้วยกัน

และที่ผู้เขียนต้องนำมาเขียนถึงนี้ เพราะสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเขาได้เริ่มก่อเป็นรูปร่างขึ้นแล้ว มีการหารือกันเพื่อจัดทำกรอบการเจรจา กำหนดทิศทางและแนวทางสำหรับการเจรจาเปิดตลาดสินค้า บริการ การลงทุน และหลักการเจรจาในประเด็นการค้าอื่นๆ ภายใต้ RCEP รวมทั้งมีการจัดตั้งกรอบการทำงาน และคณะกรรมการเจรจาการค้า (Trade Negotiation Committee) ขึ้นแล้ว เรียกกันย่อๆ ว่า RCEP – TNC โดยคณะกรรมการจะต้องรายงานกรอบการดำเนินการต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสทางเศรษฐกิจของอาเซียน (SEOM – Senior Economic Official Meeting)

กรอบการเจรจาที่เขาเรียกว่า Scoping Paper นั้น ในส่วนของการค้าสินค้า จะมีการยกเลิกมาตรการทางภาษี และมาตรการที่มิใช่ภาษีต่างๆ เช่น พิธีทางศุลกากร ฯลฯ ในส่วนของการค้าบริการก็จะให้มีการเปิดเสรีด้านการค้าบริการ และในส่วนของการลงทุน ระดับการเปิดเสรีก็กำหนดไว้ว่าไม่ควรน้อยกว่าอาเซียน +1 ซึ่งถึงแม้การเจรจายังต้องฟันฝ่ากันไปอีกนาน แต่ท่านผู้อ่านน่าจะได้ทราบแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้ติดตาม ให้ความเห็น เรียนรู้ และเตรียมตัวไปด้วย จะได้ไม่เหมือนกรณีของ AEC

ที่สำคัญ หน่วยงานเจ้าของเรื่องเขาได้จัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้ และรับฟังความเห็นไปถึง 2 ครั้งแล้ว เท่าที่ผู้เขียนทราบก็เลยนำมาเตือนๆ กันไว้อีกทางหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน