
ผู้นำพลังงานทดแทน (2)
สัปดาห์นี้ขอนำเสนอต่อเรื่องงานวิจัย ยุทธศาสตร์ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานทดแทนรองรับการเข้าสู่ AEC ที่ยังเล่าไม่จบ โดยมีผู้อ่านหลายท่านยังคาใจและอยากทราบรายละเอียดการพบกันของรองนายกฯ ในรัฐบาลที่แล้วกับผู้นำของประเทศกัมพูชา จึงขอเรียนว่า มีเอกสารอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานของรัฐบาลกัมพูชา แจ้งว่า มีการร้องขอจากฝ่ายไทยให้ไปเจรจาลับกันในวันที่ 1 ส.ค. 2009 ที่ฮ่องกง และอีกครั้งในวันที่ 16 ก.ค. 2010 ที่เมืองคุนหมิง ประเทศจีน โดยประเทศกัมพูชาสงสัยว่าทำไมต้องขอเจรจาลับ ทั้งๆ ที่ควรเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศได้รับรู้ ซึ่งผู้เขียนก็เห็นด้วยว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ โดยมีผลประโยชน์ของทั้งสองชาติเป็นที่ตั้ง การเจรจาควรเปิดเผยเพื่อความโปร่งใส
สัปดาห์นี้ขอนำเสนอต่อเรื่องงานวิจัย ยุทธศาสตร์ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานทดแทนรองรับการเข้าสู่ AEC ที่ยังเล่าไม่จบ โดยมีผู้อ่านหลายท่านยังคาใจและอยากทราบรายละเอียดการพบกันของรองนายกฯ ในรัฐบาลที่แล้วกับผู้นำของประเทศกัมพูชา จึงขอเรียนว่า มีเอกสารอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานของรัฐบาลกัมพูชา แจ้งว่า มีการร้องขอจากฝ่ายไทยให้ไปเจรจาลับกันในวันที่ 1 ส.ค. 2009 ที่ฮ่องกง และอีกครั้งในวันที่ 16 ก.ค. 2010 ที่เมืองคุนหมิง ประเทศจีน โดยประเทศกัมพูชาสงสัยว่าทำไมต้องขอเจรจาลับ ทั้งๆ ที่ควรเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศได้รับรู้ ซึ่งผู้เขียนก็เห็นด้วยว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ โดยมีผลประโยชน์ของทั้งสองชาติเป็นที่ตั้ง การเจรจาควรเปิดเผยเพื่อความโปร่งใส
ขอย้อนกลับมาเรื่องเอกสารวิจัย ที่มีจุดประสงค์อยากให้ประเทศในกลุ่ม AEC ที่คาดหมายกันว่าจะเป็นภูมิภาคที่มีการเจริญเติบโตสูง ประกอบกับการมีประชากรที่เพิ่มขึ้น จะมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงปีละ 4.8% โดยให้มีการส่งเสริมและพัฒนาพลังงานทดแทน 25% ตามแบบไทย ภายในปี 2025 ซึ่งจะทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีความมั่นคงและพึ่งพาตนเองทางพลังงานได้โดยไม่ต้องอาศัยพลังงานจากฟอสซิล ถึง 1 ใน 4 ของการใช้พลังงานทั้งหมด
พลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนสำคัญๆ ที่ใช้กันอยู่มีประเภทและข้อมูลเชิงวิเคราะห์พอสังเขปดังนี้
พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power) โดยคนส่วนมากคิดว่าประเทศไทยมีแสงแดดมาก น่าจะผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ดี และอยากให้ผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์มากๆ แต่ที่ไม่ค่อยทราบกันคือ การผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์มีต้นทุนที่สูง ต้องมีแรงจูงใจเป็นอัตราส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (แอดเดอร์) ในสัญญารับซื้อไฟฟ้า ให้กับพลังงานที่ผลิตจากแสงอาทิตย์ แต่เดิมมีการให้แอดเดอร์ถึง 8 บาท คือราคาไฟฟ้าหน่วยละเท่าไหร่เพิ่มให้อีก 8 บาท ต่อมาลดลงเหลือ 6.50 บาท และปัจจุบันกำลังคิดสูตรคำนวณเป็น Feedin Tariff ที่จะให้มีอัตราส่วนเพิ่มของราคารวมค่าไฟฟ้าที่คงที่ตลอดสัญญา เพื่อความยุติธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้า และให้เป็นการปรับเข้ากับราคาอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ที่ลดลง การที่ต้องมีส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้านี้ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก และจะไปรวมกับค่าเอฟทีของค่าใช้ไฟฟ้าของประชาชน นอกจากนี้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังแสงแดดยังไม่เสถียร คือไม่สามารถคาดเดาพลังงานที่จะผลิตได้แน่นอน ทำให้ถ้าหากมีการส่งเสริมให้ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในปริมาณมาก ก็จะต้องมีโรงไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงชนิดอื่นสำรองด้วยในกรณีที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามที่คาดหมายไว้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังแสงอาทิตย์นั้นยังมีราคาแพงและไม่เสถียร แต่ก็ยังควรจะมีการส่งเสริมในด้านนี้อยู่ แต่ไม่ควรให้มีสัดส่วนที่มากเกินไปนัก โดยหวังว่าในอนาคตต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์จะมีราคาลดลงจนไม่ต้องมีแอดเดอร์ และมีความเสถียรเพิ่มขึ้น
พลังงานจากลม (Wind Energy) การผลิตไฟฟ้าจากแรงลม จะต้องหาบริเวณที่มีกระแสลมในปริมาณเพียงพอที่จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้คุ้มทุน ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนัก หลายแห่งในประเทศไทยเป็นบริเวณเชิงเขาที่เป็นป่าสงวน ซึ่งต้องไปขออนุญาตเช่าป่า และเสี่ยงต่อการทำลายพื้นที่ป่า โดยการผลิตไฟฟ้าจากลมประสบปัญหาเช่นเดียวกับการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เพราะยังต้องมีแอดเดอร์และการผลิตไฟฟ้าก็ยังไม่เสถียรเพราะต้องขึ้นกับปริมาณลม ซึ่งก็ควรมีการส่งเสริมในสัดส่วนที่ไม่มากนัก และรอการพัฒนาเช่นกัน
พลังงานจากชีวมวล (Biomass) การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล มีความจำเป็นจะต้องหาวัตถุดิบชีวมวลที่เป็นเชื้อเพลิงให้เพียงพอในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งหลายครั้งปริมาณที่ดูเหมือนมากแต่เวลานำมาผลิตไฟฟ้าจริงๆ แล้วอาจจะไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังอาจเกิดปัญหาการแย่งวัตถุดิบชีวมวลกันเกิดขึ้น และหากวัตถุดิบที่ใช้ในการเผาเพื่อผลิตไฟฟ้านี้เกิดมีราคาแพงขึ้น ก็จะทำให้โครงการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จได้ นอกจากนี้ การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลหากควบคุมไม่ดียังอาจจะก่อให้เกิดปัญหามลพิษทำลายสภาวะแวดล้อมได้ด้วย
เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประเทศไทยน่าส่งเสริมอย่างมาก และควรมีการส่งเสริมไปยังประเทศในอาเซียนด้วย โดยเฉพาะประเทศที่มีเนื้อที่ติดกันกับไทย โดยเฉพาะการผลิตเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง การผลิตไบโอดีเซลจากปาล์ม โดยประเทศไทยได้มีการพัฒนาทางด้านนี้ก้าวหน้าไปอย่างมาก โดยผู้เขียนได้ยกเลิกการจำหน่ายเบนซิน 91 ซึ่งทำให้มีการใช้เอทานอลผสมเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ยิ่งใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้นเท่าไรก็จะใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าลดลงเท่านั้น ซึ่งเป็นการรักษาเงินตราต่างประเทศให้คงอยู่ในประเทศด้วย
พลังงานจากน้ำ (Hydro Power) หลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าประเทศไทยพึ่งการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนในประเทศ ซึ่งจริงๆ แล้วพึ่งน้อยมาก มีสัดส่วนเพียง 56% เท่านั้น แต่พลังงานน้ำจากเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว และเมียนมาร์ จะเป็นอนาคตที่ไทยสามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้
ต้องขอเสนอบทสรุปและแผนงานในสัปดาห์หน้าครับ







