
ครม.ยิ่งลักษณ์ 5 ผนังทองแดงกำลังร้าว
ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ชุดที่ 5 ในรอบ 2 ปี ก็ออกมาอย่างเป็นทางการ โดยมีการสลับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีถึง 18 ตำแหน่ง
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ชุดที่ 5 ในรอบ 2 ปี ก็ออกมาอย่างเป็นทางการ โดยมีการสลับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีถึง 18 ตำแหน่ง แบ่งเป็นรัฐมนตรีป้ายแดงที่เพิ่งเข้ามานั่งเก้าอี้ถึง 10 ตำแหน่ง ส่วนที่เหลืออีก 8 ตำแหน่ง เป็นคนหน้าเดิมที่สลับเก้าอี้ และเอาคนเก่าที่เคยหลุดโผไปแล้วกลับมานั่งใน ครม.รัฐบาลใหม่
อย่างไรก็ตาม การปรับ ครม.ที่เกิดขึ้นในครั้งล่าสุดของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันได้ว่ารัฐบาลจะฝ่าวิกฤตที่กำลังเผชิญ ซึ่งล้วนเป็น “ศึกนอก-ศึกใน” ไปได้อย่างตลอดรอดฝั่งจนครบเทอม 4 ปีในอีก 2 ปีข้างหน้าได้
“ศึกนอก” เวลานี้จะเห็นได้จากสารพัดนโยบายประชานิยมและโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลกำลังจะเกิดปัญหา
หนักและเหนื่อยสุดเห็นจะเป็น “นโยบายรับจำนำข้าว” โดยทันทีที่รัฐบาลประกาศจะลดราคารับจำนำข้าวจาก 1.5 หมื่นบาท มาเหลือ 1.2 หมื่นบาทต่อเกวียน ปรากฏว่าได้เกิดกระแสต่อต้านจากชาวนาในทุกพื้นที่จนนำมาสู่การเดินทางมาประท้วงรัฐบาลถึงกรุงเทพมหานครเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ไม่เพียงเท่านี้ สส.ในพรรคเพื่อไทยกำลังวิตกว่าการรักษาวินัยการเงินการคลังครั้งนี้จะกระทบต่อฐานเสียงในอนาคต จึงนำมาสู่การประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่กลับมติให้การลดราคาจำนำข้าวไปมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. แทนจากที่กำหนดให้มีผลวันที่ 1 ก.ค.
การเดินเกมนี้อย่างน้อยเพื่อซื้อเวลาและรักษาระดับอารมณ์ของชาวนา ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคเอาไว้ โดยอยู่บนความหวังว่าถึงเวลานั้นหากจะต้องปรับลดจริงๆ กระแสต่อต้านไม่น่าจะรุนแรงมากนัก
ถ้าบอกว่าโครงการรับจำนำข้าวกำลังอยู่ในภาวะสาหัสสากรรจ์ แต่สำหรับ “โครงการบริหารจัดการน้ำ” แล้วกำลังอยู่ในสถานการณ์วิกฤต
ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ระงับโครงการดังกล่าว 9 แผนงานเอาไว้ก่อนจนกว่าจะดำเนินการตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในมาตรา 54 วรรคสอง และ 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ
โครงการน้ำของรัฐบาลกำลังตกอยู่ในภาวะช็อตอย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร
ครั้นจะเดินหน้ากู้เงินตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ทั้งที่ได้ทำสัญญาเอาไว้แล้วก็ทำได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากกลัวจะขัดกับคำสั่งให้ระงับโครงการของศาล
ผนวกกับ “ศรีสุวรรณ จรรยา” นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เพิ่งไปยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนรัฐบาลเอาไว้แล้ว จึงเกรงว่าถ้ากู้เงินมาทำโครงการในระหว่างที่คดีในศาลปกครองยังไม่ถือเป็นที่สุดจะเป็นช่องทางให้ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดได้
เป็นอันว่าทั้งโครงการ “ข้าวและน้ำ” กำลังจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งรัฐบาลจากเดิมที่เป็นอภิมหาโครงการที่สร้างบารมีและอำนาจให้รัฐบาล นี่ยังไม่นับกับปรากฏการณ์ “หน้ากาวขาว” ที่เริ่มเปี่ยมไปด้วยความเข้มแข็งขึ้น และพร้อมจะสร้างแรงกดดันรัฐบาลได้ทุกเวลา
กระนั้น ศึกนอกที่ว่าเหนื่อยแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจหนักเท่า “ศึกใน”
ผลจากการปรับ ครม.รอบนี้ที่มีการดึงคนนอกพรรคมาเป็นรัฐมนตรีถึง 5 คน ผิดกับการปรับ ครม. 3 ครั้งที่ผ่านมาจะมีโควต้าคนนอกเพียง 13 คนเท่านั้น ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในพรรคอย่างเห็นได้ชัด
รัฐมนตรีคนนอก 5 คน อันได้แก่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม เบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง ปวีณา หงสกุล รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ และ ชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ได้มาซึ่งความไม่พอใจในหมู่ สส.ของพรรคที่ล้วนเป็นผู้ทำงานให้กับพรรคเพื่อไทยมาในทุกสมรภูมิ
บางรายชื่อแม้จะเคยทำงานให้พรรคมาบ้าง แต่ก็ไม่เท่ากับ สส.ในพรรคหรือแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ร่วมเป็นร่วมตายกับพรรคมาก่อน ทำให้กลุ่มเดนตายของพรรคคิดว่าควรได้รับรางวัลตอบแทนในช่วงครึ่งเทอมของรัฐบาลบ้าง
สะท้อนได้จากการไม่ไปถ่ายรูปหมู่กับ ครม.ใหม่ของ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง”
ท่าทีจาก “บิ๊กเฉลิม” ไม่ต่างอะไรกับแสดงอาการ “ดื้อเงียบ” ออกมา เพราะถึงไม่หลุดจากวงโคจร ครม. แต่การถูกปรับไปเป็น รมว.แรงงาน เท่ากับโดนตัดทอนอำนาจไปไม่น้อย เนื่องจากเดิมได้คุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองนายกฯ
เช่นเดียวกับ “จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำเสื้อแดง หนึ่งในกลุ่มเดนตายของพรรคนับเป็นอีกคนที่ชวดตำแหน่งมาตลอด
การแสดงท่าทีผ่านคำพูด “ชีวิตแกนนำ นปช. ไม่ขึ้นศาล ก็ติดคุก” ย่อมบ่งบอกถึงความไม่พอใจในระดับหนึ่งว่าเสื้อแดงไม่ควรได้รับผลตอบแทนจากการเสี่ยงเพื่อพรรคเพียงแค่เก้าอี้รัฐมนตรีเพียงตัวเดียวของ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” รมช.พาณิชย์นั้น
ศึกในที่เกิดขึ้นด้านหนึ่งดูเผินๆ อาจจะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะอย่างไรเสียครอบครัวชินวัตรยังคุมความเบ็ดเสร็จได้อยู่ดี แต่ในสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องการความมั่นคงในเวลานี้ “ความเป็นเอกภาพในพรรค” คือสิ่งที่รัฐบาลต้องการมากที่สุด
ในสมัยประชุมสามัญทั่วไป ซึ่งจะเริ่มในเดือน ส.ค.นั้น เต็มไปด้วยภารกิจสำคัญแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท รวมไปถึงร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมและปรองดอง เพราะฉะนั้นเสถียรภาพของรัฐบาลจึงมีความสำคัญมากที่สุดเพื่อให้ภารกิจเหล่านี้ลุล่วงไปได้
แต่ทว่ากับบรรยากาศที่เกิดขึ้นขณะนี้กำลังทำให้ผนังทองแดงกำแพงเหล็กของรัฐบาลเริ่มผุกร่อนเข้าไปทุกที







