
สร้างความเชื่อมั่น
การปฏิเสธการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมาตั้งแต่ริเริ่มโครงการ ทำให้แผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และแผนดำเนินโครงการก่อสร้างเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ 9 แผนงาน วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ต้องสะดุดลงตามที่หลายๆ ฝ่ายคาดหมายไว้
การปฏิเสธการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมาตั้งแต่ริเริ่มโครงการ ทำให้แผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และแผนดำเนินโครงการก่อสร้างเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ 9 แผนงาน วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ต้องสะดุดลงตามที่หลายๆ ฝ่ายคาดหมายไว้
คำสั่งศาลปกครองกลางที่พิพากษาให้รัฐต้องไปจัดให้มีกระบวนการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสองเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นกระบวนการที่รัฐบาลรับรู้ตั้งแต่ต้นว่ามีโอกาสเกิดขึ้น เพราะภาคประชาชนได้ประกาศชัดว่า หากรัฐบาลเพิกเฉยต่อข้อเสนอแนะจะมีการยื่นฟ้องต่อศาล แต่รัฐบาลก็มองข้ามมาตลอด
การชะลอแผนงานที่วางไว้ออกไป นอกจากประชาชนจะต้องตกอยู่ในความเสี่ยงในการดำรงชีวิตต่อไปแล้ว ความเชื่อมั่นต่อนักธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศก็ย่อมได้รับผลกระทบ และที่สำคัญแผนการใช้เงินสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมก็ต้องสะดุดตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมิอาจปฏิเสธคำสั่งศาล เว้นแต่ต้องไปกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติให้รอบคอบรัดกุมมากยิ่งขึ้น ต้องนำบทเรียนจากความเร่งรีบ รวบรัด และไม่ยอมรับฟังเสียงทักท้วงจากทุกฝ่าย ไปพิจารณาใคร่ครวญ โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ
โดยเฉพาะคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)ที่มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี นั่งเป็นประธาน ควรเปิดให้ประชาชนในพื้นที่ก่อสร้างแต่ละแผนงานซึ่งจะได้รับผลกระทบโดยตรง ร่วมเสนอแนะแสดงความคิดเห็นตามที่ศาลปกครองให้กรอบการปฏิบัติไว้แล้ว
การปฏิเสธและตอบโต้ผู้มีส่วนได้เสียเสมือนมิใช่พลเมืองของชาติเช่นที่ผ่านมา จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก เพราะจะยิ่งทำให้แผนการป้องกันปัญหาจากภัยธรรมชาติล่าช้ายืดเยื้อออกไป
ประธาน กบอ. ย่อมรับรู้และตระหนักดีว่า ความสูญเสียที่เกิดจากมหาอุทกภัย เมื่อปี 2554 นั้น แสนสาหัสและยากเกินกว่าคนไทยในชาติจะทำใจยอมรับได้อีก
ดังนั้น นับแต่นี้คณะทำงานที่รับผิดชอบโครงการ ทั้งจากฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ จะต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย อีกทั้งเปิดเผยข้อมูลให้เจ้าของประเทศได้ลดความเคลือบแคลงสงสัย และรับรู้ข้อมูลเท่าๆ กัน
หมดเวลาที่รัฐบาลจะดันทุรังหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายและรับฟังจากภาคส่วนของสังคม หากยังจะดื้อรั้นหลับหูหลับตาทำคำสั่งอันมิชอบ โดยไม่สร้างกระบวนการที่โปร่งใส ความน่าเชื่อถือของประเทศจะยิ่งถดถอย โอกาสในการพัฒนาก็จะยิ่งถูกฉุดให้ต่ำเตี้ยลงไปอีก
ฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำที่รับผิดชอบโครงการนี้ จึงควรกำหนดแนวทางโดยยึดผลประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อจะได้ช่วยกันนำพาอนาคตของชาติไปข้างหน้าด้วยกัน







