
ทีมเศรษฐกิจหมดกึ๋นฉุดรัฐบาลจมน้ำ
การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผ่านมาเกือบ 2 ปี ต้องถือว่าผลงานผันผวนขึ้นลงเอาแน่เอานอนไม่ได้ หวังระยะไกลๆ ได้ยาก
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผ่านมาเกือบ 2 ปี ต้องถือว่าผลงานผันผวนขึ้นลงเอาแน่เอานอนไม่ได้ หวังระยะไกลๆ ได้ยาก
รัฐบาลเริ่มเข้ามาบริหารประเทศกลางปี 2554 ก็ประมาทเรื่องการบริหารจัดการน้ำจนทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่เกือบทั้งประเทศสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและเศรษฐกิจไปกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 5-6% แต่ปรากฏว่าขยายตัวได้จริงแค่ 0.1% เท่านั้น
ส่วนที่เหลือจมไปกับน้ำที่ไหลบ่าจนท่วมมิดหัวกันทั้งประเทศ
ปีที่สองของการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลในปี 2555 แม้ว่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี 6.4% เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 5.5% แต่ก็ต้องใช้เงินอัดฉีดเศรษฐกิจผ่านโครงการประชานิยมจำนวนมาก
และกำลังพ่นพิษใส่เศรษฐกิจในปี 2556 นี้เข้าอย่างจั๋งหนับ
โครงการประชานิยมหลายโครงการใช้เงินสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์คันแรกที่ใช้เงินไปถึง 9 หมื่นล้านบาท การลดภาษีนิติบุคคลทำให้รัฐบาลสูญเงินภาษี 1.5 แสนล้านบาท โครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลใช้เงินไป 6.27 แสนล้านบาท แต่ได้สร้างผลขาดทุนจริงให้รัฐบาลสูงถึงปีละ 2.6 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ โครงการประชานิยมที่โหมกระหน่ำลงไปกลับช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2555 ได้เพียงปีเดียวก็หมดแรงแล้ว เห็นได้จากการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2556 ผ่านมาครึ่งปีแรกก็มีปัญหาขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้า
ทั้งๆ ที่ฐานปีก่อนหน้าต่ำ ทำให้สภาพัฒน์หน่วยงานเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องลดประมาณการเศรษฐกิจลงจาก 4.5-5.5% เหลือ 4.2-5.2%
ขณะที่ภาคเอกชนมีการประเมินว่า เศรษฐกิจปี 2556 จะขยายตัวได้ต่ำกว่านั้น จากปัญหาภาระโครงการประชานิยม ปัญหาเศรษฐกิจต่างประเทศที่มีปัญหาทั้งสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ปัญหาเงินทุนไหลเข้าออกผันผวน และปัญหาการเมืองที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น
ยิ่งตอนนี้รัฐบาลกำลังตกอยู่ในอาการโคม่าจากโครงการประชานิยมของรัฐบาลเอง โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวที่มีผลขาดทุนก้อนโต จนต้องประกาศปรับราคาการรับจำนำข้าวลงมาจากตันละ 1.5 หมื่นบาท เหลือ 1.2 หมื่นบาท แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความเสียหายจากการดำเนินโครงการ แม้ว่าจะลดปริมาณการใช้เงินลง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตของโครงการที่ว่าไปแล้วสร้างความเสียหายให้มากกว่าผลขาดทุน
นอกจากนี้ การที่ชาวนาออกมาประท้วงรัฐบาลให้กลับไปรับจำนำราคาเดิมตันละ 1.5 หมื่นบาท กลับยิ่งสร้างปัญหาทางการเมือง ปัญหาทางการคลัง และการทุจริตของโครงการให้กลับมาเหมือนเดิม
การที่รัฐบาลกำลังถูกโครงการรับจำนำข้าวล้มทับตาย ก็มีความพยายามแก้เกมจากฝ่ายการเมืองให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ เพื่อเป็นการเบรกและตัดตอนการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม หากดูเนื้อในของการปรับคณะรัฐมนตรี ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ได้ช่วยให้ชุบเศรษฐกิจฟื้นดีขึ้นได้แม้แต่น้อย
วงในการเมืองมีการวางแผนปรับคณะรัฐมนตรี โดยจะมีการโยก บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ออกจากตำแหน่ง เพื่อเป็นการถอนพิษความล้มเหลวจากโครงการรับจำนำข้าว
จากนั้นจะมีการโยก กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มานั่งควบ รมว.พาณิชย์ เพื่อสางปัญหาโครงการรับจำนำข้าว และเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปให้ได้ เพราะถือเป็นโครงการประชานิยมที่เป็นกล่องดวงใจของรัฐบาลในการมัดใจฐานเสียงที่เป็นรากหญ้า
ขณะเดียวกันจะมีการโยก วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาเป็น รมว.คลัง แทนกิตติรัตน์
เมื่อดูรูปทรงการปรับคณะรัฐมนตรี ต้องถือว่าเป็นการปรับนำเหล้าเก่ามาใส่ขวดใหม่ ทำให้การคาดหวังจะมีอะไรใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจึงมืดมิด
เพราะเริ่มแรกกิตติรัตน์ก็เริ่มต้นเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.พาณิชย์ แต่ผลงานก็ไม่เข้าตา ก่อนที่จะโยกมานั่งรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.คลัง ก็ไม่มีผลงานเด่นในการบริหารงานเศรษฐกิจ
ในห้วงที่นั่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ดูแลกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว ก็ยังปล่อยให้โครงการรับจำนำข้าวเน่าจนรัฐบาลแก้เป็นวัวพันหลักทุกวันนี้ แล้ววันนี้จะโยกกลับไปนั่ง รมว.พาณิชย์ อีกครั้ง ก็ไม่เห็นทางว่าจะแก้ไขปัญหาข้าวให้ดีขึ้น
ยิ่งเมื่อกิตติรัตน์นั่งเป็น รมว.คลัง กำกับดูแลการใช้เงินของประเทศ กลับปล่อยให้โครงการรับจำนำใช้เงินบานปลายจนเกินกรอบที่กำหนดไว้ 5 แสนล้านบาท ไปเป็น 6.2 แสนล้านบาท แถมยังทำให้ปัญหาการก่อหนี้ของรัฐชนเพดานตามกฎหมาย
จนทำให้ต้องหน้าแตกด้วยการประกาศลดราคาจำนำข้าวลงมา ย่อมแสดงให้เห็นว่า รมว.คลัง นอกจากไม่แก้ปัญหาโครงการรับจำนำข้าวให้ดีขึ้นแล้ว ยังปล่อยให้โครงการนี้เดินหน้าลงเหวอีกด้วย
ขณะที่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ภาพรวมของเศรษฐกิจ ก็มีการประเมินผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่ขยายตัวได้ลดลงจำนวนมาก จนทำให้เศรษฐกิจดิ่งลง การผันผวนของเงินทุน ตลาดหุ้นที่ผันผวน แต่ก็ไม่ได้ขับเคลื่อนมาตรการที่เป็นชิ้นเป็นอันทั้งในเชิงรุกและการตั้งรับ
ที่สำคัญขาดยุทธศาสตร์การบริหารประเทศในภาวะวิกฤต
การประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดก็เป็นอีกจุดอ่อนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจ การกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาจากระดับ 2.75% มาอยู่ที่ 2.5% ในช่วง 25 วันที่ผ่านมาคือเครื่องการรันตี
เพราะ ณ บัดนี้มิเพียงดอกเบี้ยในระบบไม่ลงตามดอกเบี้ยนโยบายเท่านั้น แต่ยังส่งผลทางอ้อมให้เกิดปัญหาในด้านอาวุธในการสู้ศึกเศรษฐกิจ เพราะทำให้เงินทุนไหลออกอย่างหนักจากปัจจัยของสหรัฐอเมริกาจนตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้พังพาบ นักลงทุนสลบเหมือดกันทั้งตลาด
การประเมินสนามรบที่ผิดพลาดของแม่ทัพใหญ่ ทำให้คนไทยจนลงทันตาเห็น และประชาชนมิได้รับอานิสงส์จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงแม้แต่บาทเดียว สะท้อนว่ารัฐบาลมองไม่รอบด้าน
เมื่อเป็นเช่นนี้ การย้ายกิตติรัตน์ไปอยู่ส่วนไหนของเศรษฐกิจ ก็ไม่ทำให้รัฐบาลนี้ทำคะแนนตีตื้นกลับมาได้ง่าย
ขณะที่การวางตัววราเทพเข้ามานั่งเป็นขุนคลัง ก็ถือว่ามาเป็นที่ยอมรับในตลาดเงินตลาดทุนระดับหนึ่ง ด้วยความที่เป็นคนขับเคลื่อนงานได้บรรลุเป้าและราบรื่นได้กว่ารัฐมนตรีคนอื่น แต่ยังมีจุดอ่อนในเรื่องเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ
การที่รัฐบาลยังวังวนอยู่กับคนเก่าในตำแหน่งใหม่เข้ามาแก้เศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถตีตื้นความมั่นใจจากนักลงทุนได้
ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้จึงต้องการรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่มีความรู้ความสามารถตัวจริงเสียงจริงเข้ามาแก้ไขปัญหา เพราะปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั้งจากภายในและภายนอกรุนแรงกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้
การทำงานของรัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องทำงานเป็นทีม มองเห็นเป้าหมายเดียวกันในการขับเคลื่อน







