
ผู้นำพลังงานทดแทน
ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมทำเอกสารวิจัยเรื่องยุทธศาสตร์ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานทดแทนรองรับการเข้าสู่ AEC ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางพลังงานอีกสี่ท่าน ซึ่งกำลังได้รับการพิจารณาให้เป็นเอกสารวิจัยดีเด่นของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร โดยผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องที่จะให้ประโยชน์กับประเทศไทยอย่างมาก จึงอยากขอนำมาให้ข้อมูล
ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมทำเอกสารวิจัยเรื่องยุทธศาสตร์ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานทดแทนรองรับการเข้าสู่ AEC ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางพลังงานอีกสี่ท่าน ซึ่งกำลังได้รับการพิจารณาให้เป็นเอกสารวิจัยดีเด่นของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร โดยผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องที่จะให้ประโยชน์กับประเทศไทยอย่างมาก จึงอยากขอนำมาให้ข้อมูล
ประเทศไทย นับเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางพลังงานทดแทนมากที่สุดในกลุ่ม AEC โดยมีการพัฒนาในทุกประเภท โดยนโยบายของรัฐบาลมุ่งที่จะใช้พลังงานทดแทนถึง 25% ภายในปี 2564 และในสมัยที่ผู้เขียนเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนขณะนั้น ปรากฏว่าทุกประเทศให้ความสนใจและอยากมาศึกษาการพัฒนาพลังงานทดแทนของไทย ซึ่งไทยจะสามารถใช้โอกาสนี้ในการให้ความรู้และสนับสนุนให้เกิดการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนในกลุ่มประเทศ AEC โดยเมื่อทำสำเร็จแล้ว ประเทศในกลุ่ม AEC จะมีความมั่นคงทางพลังงานเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของการใช้พลังงานตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคนี้ โดยประเทศไทยจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด จากสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และแนวนโยบายของรัฐบาล โดยหลักแล้ว ประเทศไทยจะต้องพยายามเป็นผู้นำในหลายๆ ด้าน และด้านพลังงานทดแทนนี้ก็เป็นด้านหนึ่งที่ไทยสามารถเป็นผู้นำได้ โดยไทยจะต้องวางตัวเองให้เป็นศูนย์กลางการกระจายความเจริญให้กับภูมิภาคในด้านต่างๆ เพื่อทำให้ประเทศสมาชิกโดยเฉพาะประเทศที่มีพื้นที่ที่ติดกับไทย ได้เห็นความจริงใจในการที่จะพัฒนาประเทศในกลุ่มไปพร้อมๆ กัน ซึ่งตามศักยภาพแล้วไทยจะได้ประโยชน์มากที่สุด
ผลจากการวิจัยพบว่า ปัญหาหลักของประเทศในอาเซียน รวมถึงประเทศไทยด้วย คือความรู้เรื่องพลังงานของประชาชนในประเทศยังมีน้อย พอพูดถึงพลังงาน ประชาชนส่วนใหญ่อยากให้มีราคาถูก และอยากให้รัฐบาลสนับสนุนราคาพลังงาน และรัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย ได้มีการนำราคาพลังงานมาใช้ในการหาคะแนนนิยม กลายเป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่งทำให้กลายเป็นปัญหายุ่งยากและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยหากดูตัวอย่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว จะพบว่าการเมืองจะไม่เข้าไปยุ่งนโยบายทางพลังงานเลย โดยพวกเขาจะมีการดำเนินนโยบายแน่นอนทางพลังงานตลอด เพราะรู้ดีว่าหากเข้าไปยุ่งแล้วจะเป็นปัญหาระยะยาว ซึ่งในโลกความเป็นจริง ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนสามารถสนับสนุนราคาพลังงานได้ตลอดไป โดยเฉพาะหากยังเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน นอกจากจะเป็นประเทศที่มีแหล่งพลังงานจำนวนมหาศาลเอง และการสนับสนุนราคาพลังงานนอกจากจะบิดเบือนกลไกตลาด ทำให้มีการใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพแล้ว การสนับสนุนราคาพลังงานยังทำให้ไม่สามารถพัฒนาพลังงานทดแทนได้ เพราะไม่มีแรงจูงใจจากส่วนต่างของราคาพลังงาน ซึ่งในอนาคตพลังงานที่มาจากฟอสซิลก็จะหมดลงไม่วันใดก็วันหนึ่ง ดังนั้นจะช้าจะเร็วการพัฒนาพลังงานทดแทนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นของทุกประเทศและของโลก
บทเรียนที่เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซียเป็นตัวอย่างให้กับประเทศต่างๆ ได้ดีที่สุด เพราะอินโดนีเซียเคยเป็นประเทศที่มีแหล่งน้ำมันเป็นจำนวนมาก และเคยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่และเป็นสมาชิกของโอเปก การที่เป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เองจึงมีการให้ประชาชนใช้น้ำมันในราคาที่ถูกมาตลอด แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปรากฏว่าแหล่งน้ำมันในประเทศได้หมดลง อินโดนีเซียต้องลาออกจากสมาชิกโอเปก และต้องมีการนำเข้าน้ำมัน ซึ่งมีราคาสูง รัฐบาลต้องการรักษาความนิยมเลยยินยอมสนับสนุนราคาน้ำมัน จนกระทั่งไม่สามารถแบกรับการสนับสนุนได้ไหวเพราะต้องใช้งบประมาณถึงปีละกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในที่สุดก็ต้องประกาศลอยตัวราคาน้ำมัน ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทันที 44% ทำให้ประชาชนต้องออกมาเดินขบวนประท้วง และน่าจะสร้างปัญหาให้กับประชาชนชาวอินโดนีเซียและรัฐบาลอินโดนีเซียไปอีกนาน
ประเทศไทยก็อาจจะประสบปัญหาราคาพลังงานเช่นกัน เพราะแหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่อ่าวไทยใช้เป็นแหล่งพลังงานมาเป็นเวลานานจะหมดลงในระยะเวลาประมาณ 1015 ปี ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นประเทศไทยจะต้องมีการนำเข้าก๊าซ LNG มาใช้แทน ซึ่งจะมีราคาสูงกว่าราคาก๊าซในอ่าวไทยประมาณเท่าตัว ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ปัจจุบันอาศัยก๊าซในการผลิตถึงเกือบ 70% ต้องมีราคาปรับขึ้นในอัตราส่วนเดียวกัน ทางออกที่น่าจะดีที่สุด คือ การเจรจากับประเทศกัมพูชาในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งมีแหล่งก๊าซธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ถูกนำมาเป็นประเด็นทางการเมืองตลอด เพราะรัฐบาลถูกพรรคฝ่ายค้านกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำกัมพูชา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดประโยชน์ทับซ้อนได้ ทั้งๆ ที่ในสมัยที่ฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลก็คงเห็นความสำคัญเช่นกัน เพราะทั้งๆ ที่มีความขัดแย้งกันอยู่ แต่ปรากฏว่ามีรองนายกฯ ขณะนั้น แอบไปเจรจาลับๆ 2 หนกับผู้นำกัมพูชาที่ฮ่องกง และที่คุนหมิง ซึ่งน่าจะแสดงเจตนาที่น่าสงสัยมากกว่าการเจรจาอย่างเปิดเผย และในอดีตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของไทยมาเลเซีย และไทยเวียดนาม ก็ไม่ปรากฏว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนแต่อย่างใด จึงขอให้ทุกฝ่ายอย่าได้นำการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยว และเห็นประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก
เพิ่งจะเริ่มอารัมภบทก็หมดเนื้อที่แล้ว ขออนุญาตเสนอผลการวิจัยต่อในสัปดาห์หน้าครับ







