
รุมต้านสร้างเขื่อนโครงการบริหารน้ำ
ชาวบ้านรุมต้านการสร้างเขื่อนตามโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม "สุเมธ"ชี้ต้องทำประชาพิจารณ์
ชาวบ้านรุมต้านการสร้างเขื่อนตามโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม "สุเมธ"ชี้ต้องทำประชาพิจารณ์
นายทวีศักดิ์ เผือกอ่อน แกนนำชาวบ้าน ต.ชมภู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า การสร้างเขื่อนคลองชมภูบริเวณเขางอกกับเขาสันยา ถือเป็นการสร้างเขื่อนในจุดที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่สุดของ จ.พิษณุโลก เพราะอยู่ในจุดรับธารน้ำสาขาจากอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ซึ่งจะกระทบการดำรงชีพระหว่างชาวบ้านกับป่าไม้ เช่น การหาเห็ดป่า หน่อไม้ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของชุมชน
“ที่สำคัญตรงบริเวณแก่งกระซาวเป็นแหล่งจระเข้น้ำจืดหายากที่สุดแห่งหนึ่ง หากสร้างเขื่อนบริเวณนี้จะจมเป็นก้นอ่างและพื้นที่ป่าสงวนอย่างน้อย 3,000 ไร่ จะกลายเป็นพื้นที่กักน้ำ พื้นที่นี้ยังเป็นแหล่งพบศิลาวารี หรือดอกไม้หิน ซึ่งเป็นพืชป่าหายากในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงด้วย แต่ภาครัฐเพิ่งมาชี้แจงา จำเป็นต้องสร้างเขื่อนยาว 1.1 กิโลเมตร เพราะจุดก่อสร้างเป็นป่าเสื่อมโทรม”นายทวีศักดิ์ กล่าว
ขณะที่นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน กล่าวว่า หากจะสร้างเขื่อนจะต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมใหม่ เนื่องจากรายงานEIAที่มีการพูดถึงจัดทำตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งเกินกว่า 5 ปีแล้ว ไม่สามารถนำมาใช้ได้ รวมถึงต้องสำรวจความคิดเห็นคนในพื้นที่ก่อน ส่วนการเวนคืนที่ดิน ชาวบ้านอาจจะไม่ได้รับค่าชดเชย เพราะรัฐจะใช้ช่องทางของกฎหมาย โดยระบุว่าชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
นายหาญณรงค์ กล่าวว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือการรักษาแม่น้ำสายเดิมไว้ จึงขอให้ชาวบ้านใช้สิทธิตามหลักกฎหมายยืนยันและเรียกร้องสิทธิไม่ให้มีการสร้างเขื่อนให้ถึงที่สุด เช่นเดียวกับชาวสะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ที่คัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นมาตลอดเช่นกัน
นายประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี กรรมการกลุ่มราษฎร์รักษ์ป่า กล่าวว่า ชาวสะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ได้คัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นจนมาถึงเขื่อนยมบน-ยมล่าง กว่า 24 ปีแล้ว ดังนั้นขอประกาศว่าจะขอสงวนสิทธิ์ไม่ให้บริษัทใดเข้าพื้นที่ หากยังดื้อรั้นจะเจอมาตรการสะเอียบต่อไป
ทั้งนี้ ชาวบ้านยืนยันจะไม่อพยพออกจากชุมชน และยังมีจุดยืนต้านเขื่อนขนาดใหญ่ โดยเสนอทางเลือกแผนการกักเก็บน้ำตามลำน้ำสาขา ในกรณีของลุ่มน้ำยมมีลำน้ำสาขาถึง 77 สาขา ซึ่งสามารถผลักดันให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดกลางประมาณ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยใช้เงินไม่มากเท่ากับเขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง ที่ต้องใช้ถึง 15,000 ล้านบาท และสูญเสียป่าสักทองผืนสุดท้ายกว่า 24,000 ไร่
ด้านนายศรชัย อยู่สุข กรรมการหมู่บ้านดอนชัยสักทอง หมู่ 9 ต.สะเอียบ กล่าวว่า ขณะนี้ชาวบ้านทั้ง 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านดอนชัย บ้านดอนแก้ว บ้านแม่เต้น และบ้านดอนชัยสักทองได้จัดส่งชาวบ้านหมู่บ้านละ 5 คนมาเฝ้าเวรยามบริเวณหัวงานสร้างเขื่อนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ยมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังคนแปลกหน้า และบริษัทที่ปรึกษาทำเขื่อน โดยออกค่าใช้จ่ายกันเอง เพราะกลัวว่าจะมีคนไม่หวังดีเข้ามาในพื้นที่ชาวสะเอียบลุกฮือหลังพบ จนท.บริษัทที่ปรึกษาสร้างเขื่อนยมบน-ยมล่าง ดอดเข้าหาประธานคัดค้านคนใหม่ อ้างเอาขนมให้หลาน เจอล้อมจับสาบาน-น้ำมนต์ราดหัว ก่อนขับออกนอกพื้นที่
นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวว่า การลงทุนระบบน้ำ 3 แสนล้านบาท เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะต้องทำประชาพิจารณ์
"โครงการใหญ่ๆ ต้องทำประชาพิจารณ์ ขั้นตอนตรงนี้เราจะก้าวข้ามไม่ได้ และจากประสบการณ์ส่วนตัว ถ้าเราลัดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ปัญหาจะสะสมในตอนท้าย อย่างโครงการสร้างเขื่อนป่าสักฯ เรามาประชุม นั่งถกเถียงกันจนเวียนหัว ใช้เวลา 1 ปีครึ่ง แต่มันคุ้ม เพราะพอเราเข้าใจกันแล้วที่เหลือก็ม้วนเดียวเลย"นายสุเมธกล่าว
นายสุเมธ กล่าวว่า โครงการลงทุนระบบน้ำก็เช่นกัน หากเลี่ยงการทำประชาพิจารณ์และการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ปัญหาก็จะสะสมและตอนท้ายโครงการจะสำเร็จหรือไม่ก็บอกไม่ได้ เพราะการลงทุนต้องอยู่บนพื้นฐานของความไม่เข้าใจ จึงต้องสร้างความเข้าใจก่อนทั้งในส่วนราชการ โดยเฉพาะการทำความเข้าใจกับประชาชนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุด หากทำตามขั้นตอนนี้ประโยชน์สุขก็จะเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับบริษัทที่ดำเนินการว่าจำปฏิบัติตามขั้นตอนหรือไม่ หากทำตามขั้นตอนรับรองว่ามีแต่กำไรและกำไรจะเพิ่มขึ้นอีก







