
วางเงื่อนไขไฟใต้
สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ไม่มีแนวโน้มซึ่งส่อไปในทางที่ดีขึ้น แม้ว่าการพูดคุยสันติภาพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และนายฮาซัน ตอยิบ ตัวแทนกลุ่มบีอาร์เอ็น จะลงนามในแถลงการณ์ร่วมลดความรุนแรงในช่วงการถือศีลอดของชาวมุสลิม
สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ไม่มีแนวโน้มซึ่งส่อไปในทางที่ดีขึ้น แม้ว่าการพูดคุยสันติภาพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และนายฮาซัน ตอยิบ ตัวแทนกลุ่มบีอาร์เอ็น จะลงนามในแถลงการณ์ร่วมลดความรุนแรงในช่วงการถือศีลอดของชาวมุสลิม
จริงอยู่ที่ขั้นตอนดำเนินการนั้น ฝ่ายไทยต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีความไม่สงบบางส่วน ขณะที่กลุ่มบีอาร์เอ็นก็ต้องสื่อสารไปยังกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ แต่การที่ยังคงเกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่อง ล่าสุดระเบิดรถทำให้นายทหารยศพันตรีเสียชีวิต ก็สะท้อนว่าผู้ก่อความไม่สงบไม่จริงใจที่จะร่วมแสวงหาสันติภาพ
ก่อนหน้านี้ กลุ่มบีอาร์เอ็นใช้เว็บไซต์ยูทูบแถลงการณ์ข้อเรียกร้อง 5 ข้อ แต่กับสถานการณ์สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันโดยลดเหตุรุนแรง กลับอ้างถึงการหารือและแจ้งไปยังกลุ่มปฏิบัติการต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลา โดยอาจมองได้ 2 ด้าน หนึ่ง คือ บีอาร์เอ็นปกปิดความจริงที่ไม่อาจควบคุมกลุ่มปฏิบัติการได้ หรืออาจมีกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ นอกเหนือจากบีอาร์เอ็น
ข้อสงสัยนี้เห็นได้จากการที่บีอาร์เอ็นต้องการให้รัฐบาลไทยรับรองว่า บีอาร์เอ็นเป็นองค์กรตัวแทนของประชาชนมลายูปัตตานีเพียงองค์กรเดียว
แต่ตัวแทนรัฐบาลไทยที่เข้าร่วมในกระบวนการพูดคุยสันติภาพ กลับดูเหมือนจะปกป้องกระบวนการจนเกินไป โดยมักจะอ้างถึงขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นความสำเร็จในการยุติความรุนแรงและร่วมกันสร้างสันติภาพ โดยละเลยที่จะมองขั้นตอนระหว่างทางก่อนจะเกิดสันติภาพ ซึ่งความรุนแรงยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สุด
สันติภาพ ความสงบสุขร่มเย็นนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้าง ร่วมกันทำ ข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็นให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา ในขณะที่ยังก่อความรุนแรงเพื่อกดดัน ไม่ได้แสดงความจริงใจให้เห็นเลยว่ามีความพยายามที่จะสร้างสันติภาพ
ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลไทยแทบไม่มีทางเลือก ความใจเร็วที่เปิดเผยกระบวนการพูดคุยสันติภาพต่อสาธารณะ กลายเป็นเดิมพันให้รัฐบาลต้องประคองกระบวนการนี้ให้ถึงที่สุด ทั้งๆ ที่ตั้งแต่เริ่มต้นมานั้น ฝ่ายไทยกลับไม่เคยได้ประโยชน์ใดๆ จากกระบวนการนี้เลย ต่างกับบีอาร์เอ็นที่ฉวยโอกาสให้องค์กรมีบทบาทเด่นชัด
อาจถึงคราวจำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องเล่นบทแข็งกร้าว และควรใช้โอกาสนี้ทดสอบประสิทธิภาพการควบคุมความรุนแรง และความจริงใจของบีอาร์เอ็น โดยหากไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนรอมฎอน ก็แสดงว่าบีอาร์เอ็นมีประสิทธิภาพควบคุมสั่งการได้จริง ซึ่งควรตอบสนองข้อเรียกร้องปล่อยตัวผู้ต้องหาบางส่วน เพื่อพัฒนาความไว้เนื้อเชื่อใจที่จะร่วมกันสร้างสันติภาพต่อไป แต่หากยังคงเกิดเหตุรุนแรงเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องทำตามข้อตกลง







