
ความตายบน 'เอเวอเรสต์' หลุมฝังศพชั่วนิจนิรันดร์
ด้วยความสูงกว่า 29,029 ฟุต (8,848 เมตร) เทียบเท่าเพดานบินของเครื่องบินเจ็ต ยอดเขาเอเวอเรสต์ จุดที่สูงที่สุดในโลกจึงเป็นเป้าหมายสูงสุดของนักไต่เขาทั่วโลก
โดย...ธนพล ไชยภาษี
ด้วยความสูงกว่า 29,029 ฟุต (8,848 เมตร) เทียบเท่าเพดานบินของเครื่องบินเจ็ต ยอดเขาเอเวอเรสต์ จุดที่สูงที่สุดในโลกจึงเป็นเป้าหมายสูงสุดของนักไต่เขาทั่วโลกที่อยากจะพิชิตให้ได้ในครั้งหนึ่งของชีวิต แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถพิชิตยอดเขานี้ได้ทั้งหมด หลายคนต้องตายที่นั่น
ประเมินกันว่า มีนักไต่เขาจากทั่วทุกมุมโลกมากกว่า 200 ชีวิต ที่พาชีวิตไปทิ้งที่เอเวอเรสต์ โดยเฉพาะในเขต “เดธ โซน” Death Zone ซึ่งเป็นจุดอันตรายก่อนจะไต่ถึงยอดเขาสูงสุด ทั้งความหนาวเหน็บ ภาวะการขาดอากาศ สภาพอากาศที่แปรปรวนได้เพียงชั่วนาที สภาพอันเลวร้ายเช่นนี้คือความท้าทายที่นักไต่เขาต้องเผชิญ บางคนถูกกระแสลมราวกับเฮอริเคนพัดร่วงลงมาอย่างน่าอนาถ
การพิชิตยอดเอเวอเรสต์จากฐานเบสแคมป์ ที่ตั้งอยู่บริเวณฐานเขาที่ความสูง 1.77 หมื่นฟุตนั้น จะต้องใช้เวลานานถึง 4 วัน ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมการไต่ขึ้นสู่เบสแคมป์ที่ต้องใช้เวลานาน 7 วัน และยังไม่รวมอีกหลายสิบวันที่นักไต่เขาจำเป็นต้องปรับร่างกายให้คุ้นชินกับสภาพอากาศที่เบาบางอีกด้วย
4 วันแห่งความหฤโหดนี้ นักไต่เขาต้องเริ่มปีนขึ้นจากเบสแคมป์ ที่ความสูง 1.77 หมื่นฟุตขึ้นไปตามแนวชายแดนระหว่างทิเบต และเมืองนาดาสของเนปาล เป้าหมายแรกขึ้นคือการพิชิตแคมป์ 1 ที่ความสูงราว 2 หมื่นฟุต โดยหลังจากพักค้างคืนที่แคมป์ 1 แห่งนี้ 1 คืน จุดหมายต่อไปคือการไปให้ถึงแคมป์ 2 หรือที่รู้จักกันว่า แคมป์ เอบีซี จากจุดนี้นักไต่เขาจะต้องปีนต่อขึ้นไปอีกที่แคมป์ 3 ที่ความสูง 2.45 หมื่นฟุต
ณ จุดนี้ ออกซิเจนเริ่มเบาบางลง นักไต่เขาต้องสวมหน้ากากออกซิเจนตลอดเวลา รวมถึงเวลานอนด้วย จากจุดนี้เป้าหมายต่อไปคือการเดินทางไปยัง “แคมป์ 4” หรือที่เรียกกันว่า เซาธ์ โคล (South Col) อันเป็นจุดเริ่มต้นที่นักไต่เขาจะเริ่มเข้าสู่ “โซนแห่งความตาย” หรือ “Death Zone” อันน่าสะพรึงกลัว ร่างไร้วิญญาณของนักไต่เขาที่จบชีวิตลงก่อนหน้านั้นสามารถมองเห็นได้เป็นระยะๆ ตลอดเส้นทาง
จากนี้ไปนักไต่เขาจะต้องตัดสินใจว่า จะลุยต่อ หรือหยุด หรือจะพักต่อ หรือกลับลงไปเลยถ้าหากร่างกายไปต่อไม่ไหว นับจากจุดนี้คือการเสี่ยงอันตรายที่สุดที่นักปีนเขาจะต้องประสบก่อนที่จะขึ้นถึงยอดเอเวอเรสต์ โดยเฉพาะเมื่อไต่ไปถึงความสูง 2.6 หมื่นฟุต ความตายเริ่มจะเข้ามาทักทายนักไต่เขา บางคนประสบกับปัญหาเนื้อเยื่อในร่างกายตายไม่ทำงาน เริ่มขยับตัวไม่ได้ และถ้าตัดสินใจปีนต่อขึ้นไป โอกาสที่จะไม่รอดนั้นมีมากกว่ารอด
นักปีนเขาหลายคนจากทั่วโลกต้องพบจุดจบในเขตแห่งความตายนี้ บางคนขยับไปไหนไม่ได้เพราะความเย็นทำให้เนื้อเยื่อในร่างกายถูกทำลายและเสียชีวิตอยู่ตรงนั้น บางคนขาดอากาศตาย หลายคนถูกกระแสลมพัดหล่นจากสันเขา บางคนถูกหิมะถล่มใส่ บางคนถูกก้อนหินหล่นกระแทก
และที่น่าเศร้า คือ การช่วยเหลือนักไต่เขาที่บาดเจ็บเหล่านั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เป็นเรื่องอันตรายเกินไปที่จะนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปช่วยผู้ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากสภาพอากาศใกล้ยอดเอเวอเรสต์เปลี่ยนแปลงได้ในฉับพลัน ยิ่งกว่านั้นการกู้ร่างไร้วิญญาณของคนเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง
รัฐบาลเนปาลคิดค่าใช้จ่ายสำหรับการกู้ร่างผู้เสียชีวิตสูงถึงราว 3 ล้านบาท เพราะต้องใช้ความเสี่ยงอย่างมากสำหรับทีมกู้ภัย
ญาติผู้เสียชีวิตจึงเลือกที่จะทิ้งให้พวกเขานอนหลับอยู่ตรงนั้น อยู่บนเอเวอเรสต์ที่พวกเขาต้องการพิชิตมากกว่าที่จะนำลงมา และร่างของพวกเขาเหล่านั้นก็ได้กลายเป็น “ส่วนหนึ่ง” และกลายเป็น “องค์ประกอบ” ของยอดเขาเอเวอเรสต์ไปตลอดกาลนิรันดร์
อยู่อย่างนั้น...







