posttoday
สัมพัสที่ 6 ในธรรมชาติ

สัมพัสที่ 6 ในธรรมชาติ

23 มิถุนายน 2556

แม้ปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมาก จนแทบจะเรียกได้ว่า ทุกๆ วัน มีอุปกรณ์นานาชนิดที่เคยถูกคิดค้นผลิตขึ้น ออกมาเป็นสารพัดผลิตภัณฑ์

แม้ปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมาก จนแทบจะเรียกได้ว่า ทุกๆ วัน มีอุปกรณ์นานาชนิดที่เคยถูกคิดค้นผลิตขึ้น ออกมาเป็นสารพัดผลิตภัณฑ์เพื่อให้มนุษย์เรานำไปทำลายข้อจำกัดของตัวเอง ซึ่งข้อจำกัดที่ว่า คือ ความสามารถที่สัตว์แต่ละชนิดมีตามธรรมชาติแต่มนุษย์ไม่มี

ความสามารถเหนือธรรมชาติที่ได้จากเทคโนโลยีหลายเรื่อง กำลังพัฒนาไปไม่หยุดยั้ง จนบางครั้งกลับกลายเป็นปัจจัยหลักที่คอยชี้นิ้วกำกับแทบทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ข้อเสียในประเด็นนี้ คือ เทคโนโลยีดังกล่าว กลายเป็นสิ่งที่จำกัดมุมมองที่มีต่อธรรมชาติให้เหลือเพียงเห็นตามกลไกของตลาด กลไกการบริโภคโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าวิธีการที่ได้มา เบียดเบียนธรรมชาติในแง่ใดบ้าง

หลายครั้งมนุษย์หลงลืมว่าธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังเป็นขุมทรัพย์ของความรู้ ยังมีความลับที่ต้องไขให้ออก ซึ่งก็เพื่อหลีกเลี่ยงภัยจากธรรมชาติซึ่งย้อนกลับมาหามนุษย์เอง

เมื่อไม่นานมานี้ เฮอร์เว ฟริตซ์ นักวิจัยพฤติกรรมสัตว์แห่งศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติของฝรั่งเศส เปิดเผยรายงานการบันทึกที่ได้จากการเฝ้าสังเกตสัตว์จากภาพในกล้องวงจรปิดช่วงที่เกิดคลื่นสึนามิ ในประเทศศรีลังกา เมื่อปี 2547 โดยระบุว่า สัตว์หลายชนิดในสวนสัตว์แสดงพฤติกรรมบางอย่างที่รับรู้ล่วงหน้าก่อนที่ภัยร้ายจะมาถึง รวมถึงส่งเสียงแจ้งเตือนสัตว์ด้วยกันให้เร่งหาที่หลบภัย

เฮอร์เว ฟริตซ์ ระบุว่า ภาพจากมุมสูงของสวนสัตว์แห่งชาติ ยาลาในศรีลังกา แสดงให้เห็นว่า สวนสัตว์ที่ถูกน้ำไหลบ่าเข้าท่วมแต่กลับไม่มีสัตว์อย่างช้าง เสือดาว กวาง หมาไน และจระเข้ ล้มตายแต่อย่างใด

เขาระบุอีกว่า ปรากฏการณ์นี้บ่งชี้ว่า สัตว์มีความสามารถ ซึ่งมนุษย์ไม่มี พวกมันสามารถรับรู้การสั่นไหว แรงสั่นสะเทือน หรือเสียงคลื่นได้ เช่น ช้าง ซึ่งสื่อสารระหว่างกันด้วยคลื่นเสียงย่านความถี่ต่ำกว่าระดับที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยินจากระยะไกล เป็นคลื่นเสียงที่เรียกว่า “อัลฟราซาวด์” ที่มีความถี่ต่ำกว่า 20 เฮิรตซ์ ความสามารถดังกล่าว อาจจะส่งผลให้ช้างน่าจะสามารถจับ “สัญญาณภาคพื้นดิน” ของการสั่นสะเทือนหรือเสียงจากอากาศที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของสัตว์หรือสิ่งอะไรก็ตามที่มีขนาดใหญ่

นสพ.กานต์ เลขะกุล นักวิชาการด้านสัตว์ สำนักอนุรักษ์วิจัยและการศึกษา องค์การสวนสัตว์ เคยรวบรวมเรื่องนี้ เรียบเรียงเป็นรายงานไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยเริ่มจากที่ตั้งคำถามว่า สัตว์นั้นมีสัญชาติญาณ สามารถรู้ล่วงหน้าถึงภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นได้จริงหรือ ก่อนจะยกหลายๆ เหตุการณ์ มาเป็นตัวอย่างเพื่อตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ เช่น เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวอังกฤษจำนวนหนึ่ง สังเกตพบว่า สุนัขนั้นเห่าหอน ขณะที่แมวร้องเตือนให้เจ้าของหาที่หลบก่อนที่เครื่องบินเยอรมันจะเข้ามาทิ้งระเบิดถล่ม

หลายครั้งที่สัญชาตญาณชี้เตือนภัยของสัตว์ถูกเมิน ไม่ได้รับความสนใจ จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น แต่ในประเทศจีน นักวิทยาศาสตร์ในเมืองไฮชิง ได้เริ่มต้นจากการสังเกตเรื่องนี้ มีขึ้นตั้งแต่เมื่อเดือน ก.พ. 2518 พวกเขาต่างสงสัยเมื่อแมวแสดงอากัปกิริยาหวาดระแวง และหมาก็เริ่มเห่าหอนไม่หยุด จนเชื่อมั่นว่ากำลังจะมีภัยพิบัติเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่จึงได้สั่งให้ทำการอพยพผู้คน หนีภัยออกจากเมืองในทันที เพียง 5 ชั่วโมงครึ่งหลังจากนั้นก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นที่เมือง วัดแรงสั่นสะเทือนได้ระดับ 7.3 ริกเตอร์ พิบัติภัยครั้งนั้น มีผู้คนเสียชีวิต 2,000 คน โดยผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์หากไม่มีคำสั่งการอพยพ อาจจะมีผู้เสียชีวิตถึง 1.5 แสนคน

เหตุการณ์นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ส่งผลให้สัตว์ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ว่า ช่วยเตือนถึงอุบัติภัยที่กำลังจะเกิดขึ้น

ต่อมา ในเดือน ม.ค. 2538 มีรายงานเรื่องนี้เช่นกันว่า ก่อนที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น จะเกิดแผ่นดินไหวระดับ 7.2 ริกเตอร์ ผู้คนในเมืองต่างสังเกตว่า สุนัขทั่วทั้งเมืองต่างเห่าต่อเนื่องเช่นกัน หลังจากเหตุการณ์นั้นสัตวแพทย์รายหนึ่งได้ศึกษาเรื่องนี้โดยละเอียด และพบว่า มีรายงานว่าสุนัขกัดคนเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเกิดแผ่นดินไหว จึงตั้งสมมติฐานว่าสัตว์นั้นรู้ล่วงหน้าถึงแผ่นดินไหวจึงเกิดอาการเคร่งเครียด

ในเดือน ส.ค. 2547 เกิดพายุเฮอริเคนถล่มรัฐฟลอริดา สหรัฐ ก่อนเกิดเหตุดังกล่าว ทีมนักชีววิทยาทางทะเลได้กลับมาทบทวนดูข้อมูลก็พบว่า กลุ่มฉลาม 14 ตัวซึ่งได้ติดเครื่องส่งสัญญาณวิทยุเพื่อศึกษาพฤติกรรมการเคลื่อนไหวนั้นรู้ล่วงหน้าก่อนแล้วว่าพายุกำลังจะมา จึงได้ว่ายหนีจากพายุไปไกล รอคอยจนภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้วถึงสองสัปดาห์ จึงได้กลับมาหากินยังแหล่งเดิม

ในบ้านเราก็มีรายงานเรื่องนี้เช่นกัน โดยช่วงก่อนเกิดสึนามิเข้าถล่มชายฝั่งอันดามันเมื่อปี 2547 มีรายงานว่า ช้างแสดงอาการเคร่งเครียด ร้องแผดเสียงอย่างต่อเนื่อง 1 วันก่อนเกิดเหตุ และช่วง 1 ชั่วโมงก่อนคลื่นยักษ์เข้าถล่ม มีช้างบางตัวถึงกับวิ่งหนีจากชายทะเลขึ้นพื้นที่สูง

ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่ง และเป็นเรื่องที่ถูกนำมาถกเถียงในแวดวงวิทยาศาสตร์โดยยังหาข้อสรุปไม่ได้ ว่าความสามารถพิเศษด้านนี้ของสัตว์หรือจะเรียกว่า สัมผัสที่ 6 ของพวกมันคืออะไรกันแน่

อย่างไรก็ตาม ในภาพกว้างของการเฝ้าสังเกตทั้งพืชและสัตว์ในธรรมชาติรอบตัว ไม่ได้จำเพาะเจาะจงเฉพาะเรื่องของพิบัติภัยเท่านั้น ข้อสังเกตจากธรรมชาติยังอาจจะช่วยให้ทราบถึงสภาพอากาศทั่วๆ ไปอีกด้วย เช่น ชาวชนบทในหลายพื้นที่ส่งผ่านความรู้จากรุ่นสู่รุ่น เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ว่าสภาพอากาศแต่ละปีจะเป็นอย่างไรให้สังเกตได้จากสิ่งรอบตัว เช่น หากปลาจำนวนมากในแหล่งน้ำ หนองบึง ว่ายผุดเล่นใต้ผิวน้ำ หมายถึง ฝนใกล้จะตก, มดแดงหรือผึ้งทำรังบนต้นไม้ในระดับสูง–ปีนั้นลมฝนไม่แรง, ไก่ขันเวลากลางคืนในช่วงหัวค่ำ–วันรุ่งขึ้นลมจะพัดแรง, ผีเสื้อสีเหลืองบินอพยพจากทิศตะวันออกลงทิศตะวันตกเริ่มหมดฝน, ถ้าปูอพยพเข้าบ้าน ฝนจะดีหรือน้ำจะท่วม, ปีใดที่ต้นมะขามออกดอกมาก–ฝนจะน้อย, มีเห็ดเกิดขึ้นมากในพื้นที่ป่าบุ่งป่าทาม–น้ำบริเวณนั้นมาก ฯลฯ

ทั้งหมดคือส่วนหนึ่งของ การอ่านธรรมชาติเพื่อเข้าใจและอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน หากจะพัฒนาโดยทอดทิ้งธรรมชาติจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตอื่นให้สังเกต เหลือเพียงเราและเทคโนโลยีในมือซึ่งพร้อมจะหมดพลังลงได้ทุกเมื่อ ท่ามกลางบรรยากาศอันปราศจากชีวิตอื่น การเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในอนาคตซึ่งหลายสิ่งยังซ่อนตัวอยู่ ย่อมน่าวิตกอย่างยากที่จะจินตนาการออก

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน