
ข้าวถุงวิกฤต!ชาวบ้านผวายาฆ่าแมลง-เชื้อรา
ชาวบ้านผวาบริโภคข้าวถุง หลังสต๊อกข้าวรัฐบาลบวมมากสุดเป็นประวัติการณ์ หวั่นรมยาหลายรอบมีสารเคมีตกค้าง-เก็บไม่ดีมีความชื้นจนเชื้อราขึ้น
ชาวบ้านผวาบริโภคข้าวถุง หลังสต๊อกข้าวรัฐบาลบวมมากสุดเป็นประวัติการณ์ หวั่นรมยาหลายรอบมีสารเคมีตกค้าง-เก็บไม่ดีมีความชื้นจนเชื้อราขึ้น
“ข้าวรมยากันมอดเกินขนาด สีเหลืองเหม็นสาบ กินแล้วเสี่ยงเป็นมะเร็ง”
“ข้าวขึ้นรา หุงเป็นข้าวสวยแล้วเสียง่าย หุงเช้าบ่ายบูด”
ข้อความต่างๆ ที่ส่งต่อกระหึ่มโลกไซเบอร์ ซึ่งทำลายความเชื่อมั่นการบริโภคข้าว โดยเฉพาะข้าวสต๊อกรัฐที่บวมมากสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 17 ล้านตัน ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เมื่อมีการส่งต่อข้อความให้ระวังการกินข้าวสต๊อกรัฐที่เก็บไว้นานดังกล่าว อาจมีการรมยาป้องกันมอดแมลงหลายครั้งจนข้าวเหลืองมีกลิ่นเหม็นสาบ หรือเก็บไม่ดีมีความชื้นเป็นเชื้อรา
ผลจากสต๊อกข้าวรัฐกว่า 17 ล้านตันที่มากกว่าปกติ ซึ่งเมืองไทยจะผลิตข้าวได้ปีละ 30 ล้านตันข้าวเปลือก เมื่อสีแปรเป็นข้าวสารจะเหลือ 16-20 ล้านตัน แบ่งเป็นบริโภคในประเทศ 6-7 ล้านตัน และส่งออก 8-10 ล้านตัน ที่เหลือเป็นสต๊อกรัฐเพื่อความมั่นคง 2-3 ล้านตัน หรือสต๊อกให้พอมีกินช่วงรอรอบเพาะปลูกข้าว 3-4 เดือน แต่จากการจำนำราคาสูงมากตันละ 1.5 หมื่นบาท ทำให้สต๊อกข้าวรัฐต้องแบกถึงกว่า 17 ล้านตัน ผลการเก็บไว้นานดังกล่าวจึงกระทบความเชื่อมั่นในการบริโภคข้าว โดยเฉพาะข้าวบรรจุถุง 5 กิโลกรัม แม้จะออกมาชี้แจงปัญหาดังกล่าวหลายครั้ง
ยงยุทธ พฤกษ์มหาดำรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวตราฉัตร เปิดเผยว่า สถานการณ์ข้าวไทยบรรจุถุงขณะนี้ มีกระแสข่าวลบเรื่องคุณภาพข้าวบางส่วนเกิดเชื้อรา มีสารรมควันมอดเกินมาตรฐาน ส่งผลให้ผู้บริโภคหันไปซื้อข้าวเปิดตักที่มีมูลค่าปีละ 1 แสนล้านบาท แทนข้าวบรรจุถุงซึ่งมีมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท
ผลกระทบดังกล่าวทำให้ขณะนี้ข้าวบรรจุถุงเฮาส์แบรนด์ หรือข้าวถุงยี่ห้อของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ยอดขายลดลงมาก แต่ข้าวถุงที่มียี่ห้อยังกระทบไม่มาก เชื่อตลาด 3 หมื่นล้านบาท ปีนี้จะโตแค่ 5-7% จากปกติโต 5-10%
"ปัจจุบันนี้คนไทยบริโภคข้าว 6 ล้านตันต่อปี ไม่อยากให้คนไทยกลัวการกินข้าวไทย ถ้าคนไทยไม่กินข้าวไทยจะเกิดอะไรขึ้น วันนี้ข้าวไทยยังมีคุณภาพดีที่สุดและปลอดภัย
นอกจากนี้ไทยยังเป็นผู้ส่งออกอันดับ 3 หรือ 4 ของโลก"ยงยุทธ กล่าว
ทั้งนี้ ซี.พี.อินเตอร์เทรด ระบุการดูข้าวถุงว่าปลอดภัยหรือไม่ หรือดู 4 ข้อ คือ 1.ต้องผลิตจากโรงงานที่มีมาตรฐาน หรือระบบมาตรฐานสากล อาทิ ISO 9001:2008 หรือมี GMP ซึ่งปี 2558 กฎหมายให้ข้าวไทยบรรจุถุงต้องผ่านมาตรฐาน GMP เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2.ข้าวถุงต้องได้ใบอนุญาต อย. จากกระทรวงสาธารณสุข 3.ต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับคุณภาพสินค้าได้ และ 4.ควรเลือกซื้อข้าวถุงที่มีมาตรฐานสากล
กุฎธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ผู้จัดจำหน่ายข้าวบรรจุถุงเฮาส์แบรนด์บิ๊กซี กล่าวว่า บิ๊กซีอยู่ระหว่างประเมินยอดขายข้าวถุงเฮาส์แบรนด์ ซึ่งกระแสข่าวลบได้กระทบทางจิตวิทยาผู้บริโภค ทำให้ตื่นตระหนก โดยบริษัทได้เรียกผู้ผลิตข้าวเฮาส์แบรนด์ 5 รายมาพบเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบมาตรฐานผลิต หากมีการนำข้าวจากโครงการจำนำข้าวของรัฐมาผลิต ต้องผ่านการตรวจสอบ SGS ตรวจคุณภาพทุกครั้ง และวันที่ 24 มิ.ย. จะเปิดให้เยี่ยมชมโรงงานผลิตข้าวถุงที่โรงงานข้าวแสนดี นวนคร
นิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขอยืนยันกรณีที่จะมีสารเคมีตกค้างหรือมีเชื้อราขึ้นในข้าวสารบรรจุถุงเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะข้าวสารบรรจุถุงที่ขายตามห้างสรรพสินค้าและห้างค้าปลีกสมัยใหม่โมเดิร์นเทรด เนื่องจากข้าวถุงเหล่านี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองจาก อย.ทุกถุง รวมทั้งเชื่อว่าห้างโมเดิร์นเทรดทั้งหลายคงต้องตรวจสอบคุณภาพก่อนวางขายเพื่อไม่ให้เสียชื่อ
“ยืนยันให้ประชาชนมั่นใจได้ล้านเปอร์เซ็นต์เลยว่าไม่มีกรณีสารตกค้างหรือราขึ้นข้าวสารบรรจุถุงแน่นอน นอกเสียจากว่าจะมีการนำข้าวเก่าที่ถูกทิ้งไว้นานจนเกิดความชื้นมาขาย ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ประกอบการจะยอมเสียชื่อ”นิวัติ กล่าว
ทั้งนี้ สารเคมีที่ใช้รมควันเพื่อป้องกันมอดในกระบวนการเก็บรักษาข้าวมี 2 ชนิด คือ เมทิลโบรไมด์ (Methyl Bromide) และฟอสฟีน (Phosphine) ซึ่งเป็นสารที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) รวมทั้งเป็นสารเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เนื่องจากจะระเหยและสลายไปทันทีเมื่อเปิดให้อากาศถ่ายเทใน 5-7 วัน และหากจะตกค้างก็น้อยมากเพียง 0.1% มิลลิกรัม ไม่อันตราย
กัญญา เชื้อพันธุ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมการข้าว กล่าวว่า ความกังวลเรื่องเชื้อราในเมล็ดข้าว โดยทั่วไปเชื้อรามีอยู่ทั่วไปในอากาศอยู่แล้ว จึงมีโอกาสเกิดเชื้อราในข้าวได้หากอยู่ในอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสม โดยเชื้อราจะมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มไม่สร้างสารพิษตกค้าง กลุ่มนี้หากอยู่ในข้าวเมื่อนำไปหุงจะไม่เป็นอันตราย อีกกลุ่มเป็นเชื้อแอสเปอร์จิลลัส เฟลวัส (Aspergillus Flavus) ที่สร้างสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ที่ก่อสารมะเร็ง แต่สารเหล่านี้เติบโตในข้าวได้น้อยมาก เพราะต้องใช้น้ำมันในเมล็ดเป็นอาหาร แต่ข้าวมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันไม่ถึง 1% เชื้อราชนิดนี้จึงเติบโตได้ในกลุ่มถั่วหรือข้าวกล้องซึ่งมีน้ำมันสูงกว่า
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ กล่าวหลังประชุมคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลข้าวคงเหลือขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ว่า ที่ประชุมมีมติจะตรวจนับข้าวทุกโกดังทุกคลังสินค้าและทุกโรงสี 1,600 แห่งทั่วประเทศ วันที่ 29 มิ.ย.นี้ โดย อ.ต.ก.และ อคส.รายงานว่ามีข้าวเหลืออยู่ 17 ล้านตัน เป็นข้าวเปลือก 2 ล้านตัน ข้าวสารรอส่งมอบ 2.5 ล้านตัน ซึ่งการดำเนินการจากวันนี้ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรส่งสายตรวจเฝ้าโกดัง โรงสีหรือไซโลที่รัฐบาลว่าจ้างเก็บข้าวเพื่อป้องกันการขนข้าว พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ที่ถือกุญแจโกดังรัฐ ห้ามเปิดโกดังโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้กำหนดปฏิบัติการ 30 วัน







