
นโยบายรัฐบาล
ในประเทศที่มีรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะแบบใด ก็จะต้องมีกลไกของการเข้าสู่การเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน
ในประเทศที่มีรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะแบบใด ก็จะต้องมีกลไกของการเข้าสู่การเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน ถ้าเป็นการเลือกตั้งโดยตรงก็คือ ผู้ดำรงตำแหน่ง เช่น นายกรัฐมนตรี ก็มักดำเนินการผ่านพรรคการเมือง ดังนั้น ในยุคสมัยใหม่นี้สิ่งที่เรียกกันว่า “นโยบายรัฐบาล” ก็มักจะก่อเกิดจากพรรคการเมือง และส่วนมากของนโยบายก็จะมาจากพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากในสภา
ในตอนหาเสียงบรรดาพรรคการเมือง โดยเฉพาะผู้อยู่ในฐานะหัวหน้าก็จะต้องบอกกล่าวกับประชาชนว่า หากพรรคของตน ถ้าได้เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินจะทำอะไรบ้าง เสมือนหนึ่งเป็นการยื่น “ข้อเสนอ” ต่อประชาชน เมื่อประชาชนเลือกก็อาจจะถือได้ว่าประชาชน “สนองรับ” จึงเกิดเป็นสัญญาประชาคมขึ้น และจากนั้นฝ่ายที่ได้เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน ก็จะต้องแถลงต่อฝ่ายที่เป็นผู้คอยตรวจสอบจะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
“มาตรา 75 ...ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องชี้แจงต่อรัฐสภาว่าจะดำเนินการใด ในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และต้องจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินการ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง”
“มาตรา 76 คณะรัฐมนตรีต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อแสดงมาตรการและรายละเอียดของแนวทางในการปฏิบัติราชการในแต่ละปีของการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ”
การดำเนินการตามมาตรา 75 และ 76 ดังกล่าว คือ การให้สัตยาบันในสัญญาที่เกิดขึ้นที่ไปหาเสียงซึ่งสัญญาในลักษณะนี้ก็เช่น สัญญาต่างๆ นั่นคือ ไม่ใช่ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่หากมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น นั่นแปลว่าสิ่งที่เสนอในตอนแรก ไม่สามารถที่จะทำ เช่น เสนอได้ ก็จะต้องมีผู้รับผิดชอบ
ประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้วล้วนแต่ปฏิบัติเช่นนี้ บางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่บอกกับประชาชนเอาไว้ เขาลาออก หรือยุบสภา เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ ที่สำคัญนโยบายจะเป็นอย่างไรก็ตาม นโยบายที่ทำร้ายประเทศชาติไม่สามารถจะดำเนินการได้ หากประชาชนไม่เข้าใจในข้อนี้ วันหนึ่งทั้งผู้เลือกและผู้ถูกเลือกก็จะพาประเทศชาติล่มจมกัน







