
การเกษตรในเขตเมือง..ทางเลือกที่ทำได้จริง
การบริหารจัดสรรพื้นในเขตชุมชนเมืองเพื่อทำเกษตรกรรมไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะขณะนี้เครือข่ายประชาชนตามเมืองใหญ่แต่ละแห่งทั่วโลกต่างกำลังเอาจริงเอาจังกับการคิดถึงความมั่นคงทางอาหาร โดยมีจุดเริ่มต้นจากกระถางเล็กๆหน้าบ้านไปจนถึงที่รกร้างไม่ถูกใช้ประโยชน์ในชุมชน
การบริหารจัดสรรพื้นในเขตชุมชนเมืองเพื่อทำเกษตรกรรมไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะขณะนี้เครือข่ายประชาชนตามเมืองใหญ่แต่ละแห่งทั่วโลกต่างกำลังเอาจริงเอาจังกับการคิดถึงความมั่นคงทางอาหาร โดยมีจุดเริ่มต้นจากกระถางเล็กๆหน้าบ้านไปจนถึงที่รกร้างไม่ถูกใช้ประโยชน์ในชุมชน
ในประเทศไทยเองก็เช่นกัน กลางมิถุนายนที่ผ่านมา กิจกรรม “เกษตรในเมือง: ทางเลือกทางรอดของอาหารคนเมือง” ที่จัดขึ้น ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนรถไฟ) คืออีกหนึ่งเวทีเผยแพร่ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจให้เหล่าคนเมืองให้หันมาเป็นผู้ผลิตเสียเองผ่านการทำแปลงผักขนาดกะทัดรัดในเขตชุมชนทั้งในกรุงเทพ ปริมณฑล หัวเมืองใหญ่ๆ แบบเดียวกับที่มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สร้างโมเดลในโครงการ “สวนผักคนเมือง” ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา
นอกจากส่วนเผยแพร่ความรู้และแลกเปลี่ยนบทเรียนจากผู้มีประสบการณ์จริงแล้ว ช่วงหนึ่งของการวงเสวนาเรื่อง “เกษตรในเมือง: ทางเลือก ทางรอดของอาหารคนเมือง” “ปิยะพงษ์ บุษบงก์” นักวิจัยโครงการบทบาทเกษตรในเมืองในการเพิ่มความยืดหยุ่นของเมืองแผนงานความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเมืองที่ยืดหยุ่น มหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งทำการวิจัยในเมืองใหญ่อย่างลอนดอน ประเทศอังกฤษ และนิวยอร์คสหรัฐอเมริกา เล่าว่า ผลการสำรวจวิจัยพบว่าขณะนี้ในเมืองใหญ่กำลังโหมกระแสการสร้างพื้นที่สีเขียวสำหรับไว้บริโภคจริง บนความมุ่งหวังจะหลอมรวมพื้นที่พาณิชย์กับเกษตรกรรมเข้าด้วยกันเพราะได้ช่วยสร้างมูลค่าหลายประการ อาทิ เพื่อความมั่นคงทางอาหารของคนเมือง ลดต้นทุนการจัดส่งลำเลียงอาหารจากชนบทสู่เมือง การได้อาหารที่สดใหม่ แถมยังถือว่าเป็นการขยายพื้นที่เมืองไปในตัว
“ปิยะพงษ์” บอกว่า ในเมืองลอนดอนนั้น ประชาชนในเมืองตื่นตัวกับการสร้างทางเลือกในการบริโภคเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคให้คุ้มค่า การซื้ออาหารให้พอดีกับความต้องการขณะที่นโยบายจากรัฐเองยังสร้างแรงจูงใจให้แก่พลเมือง สนับสนุนให้มีแปลงผักส่วนรวมจนทำให้มีแปลงผักกระจายไปในชุมชน ด้านผู้บริโภคเองก็พร้อมจะสร้างกระแสของการให้ความสำคัญของอาหาร เลือกที่จะบริโภคผักและอาหารที่มีคุณภาพ
“บทเรียนหลายเมืองที่ประสบความสำเร็จพบว่ามักตั้งต้นมาจากการที่ในเมืองมีคนทำเกษตรอย่างโดดเด่น ขณะที่ความโดดเด่นตรงนั้นก็มาจากนโยบายที่ดี เปรียบเสมือนไก่กับไข่ไม่รู้อะไรมาก่อน แต่ต่างคนต่างไม่รอให้อีกฝ่ายทำก่อน ต่างคนต่างคิดในมิติใหม่ที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น ทั้งลอนดอนและนิวยอร์คมีจุดร่วมคือตรงนี้”
“ปิยะพงษ์” อธิบายว่า เมืองลอนดอนเองก็มีลักษณะที่คล้ายกับกรุงเทพคือความมีคนจนเมืองอาศัยอยู่ ซึ่งคนจนเมืองเหล่านี้จำเป็นต้องพัฒนาพื้นที่ขนาดเล็กที่มีอยู่ผลิตอาหารเพื่อลดค่าใช้จ่าย ฝ่ายเทศบาลก็จำเป็นที่จะมีนโยบายสนับสนุนในส่วนนี้หรือที่เรียกว่า Capital Growth มีสวนผักคนเมือง ฟาร์มชุมชน กระจายตัวเต็มไปหมด ทั้งในลักษณะพื้นที่เช่าและพื้นที่ว่างที่ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเพราะหลายคนมองว่าลอนดอนเต็มไปด้วยพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว
ขณะที่ “ชูเกียรติ โกแมน” ตัวแทนจากศูนย์เรียนรู้เกษตรในเมืองสาขาสุวรรณภูมิ สะท้อนประสบการณ์สร้างชีวิตทางเลือกในเขตเมืองว่า ก่อนหน้านี้คนทำเกษตรในเมืองมักถูกมองว่าแปลก เพราะคนเมืองถูกสร้างพฤติกรรมให้เป็นเพียงผู้บริโภค เป็นผู้ซื้อเพียงอย่างเดียว ทั้งที่ถ้ามองไปถึงเนื้อในของอาหารที่บริโภคในแต่ละวันจะพบว่าผลผลิตที่ถูกวางขายแบบที่เป็นอยู่นั้นล้วนผ่านกรรมวิธีที่ไม่เป็นผลดีกับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นจากยาฆ่าแมลงจากผัก เนื้อสัตว์ที่ถูกเพาะเลี้ยงด้วยอาหารเสริม แถมราคาสินค้าที่ว่ามานี้ก็สูงเกินไปด้วยค่างวดทางการตลาด ขณะที่เกษตรกรที่แท้จริงกลับยากจนลง เหตุนี้จึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้เขาเริ่มบริหารจัดการพื้นที่เล็กๆสำหรับการเพาะปลูกของตัวเองอย่างง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นในกระถาง แขวนไว้ที่ระเบียง ซึ่งผลตอบแทนแก่นี้ทำให้คนในชุมชนให้ได้รับประทานผักปลอดสารพิษ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง
เกษตรในเขตเมืองจึงเป็นเรื่องน่าศึกษาทดลองและทำให้เกิดขึ้นจริงได้ในประเทศไทยเรา







